วันเสาร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

การคลังสาธารณะ


การคลังสาธารณะ

การคลังสาธารณะ (Public Finance)
            การคลังสาธารณะ (Public Finance) หมายถึง เศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับรายรับและรายจ่ายของรัฐบาล มีขนาดใหญ่และก่อให้เกิดผลกระทบด้านต่างๆ เช่น ระดับรายได้ประชาชาติ ระดับการจ้างงาน เป็นต้น รัฐบาลจึงจำเป็นต้องวางแผนการใช้จ่ายและจัดหารายรับมาให้เพียงพอโดยคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น เพื่อให้เกิดผลดีแก่เศรษฐกิจของประเทศและระดับความเป็นอยู่ของประชากร

งบประมาณแผ่นดิน
            งบประมาณแผ่นดิน หมายถึง แผนเกี่ยวกับการใช้จ่ายของรัฐบาลและการจัดหารายรับให้เพียงพอกับการใช้จ่ายในรอบระยะเวลาหนึ่ง โดยปกติมีระยะเวลา 1 ปี ดังนั้น จึงเรียกว่า งบประมาณแผ่นดินประจำปี ซึ่งจะเริ่มต้นในวันที่ 1 ตุลาคมของปีไปจนถึงวันที่ 30 กันยายนของปีถัดไป สำนักงบประมาณเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบจัดทำงบประมาณแผ่นดินและนำเสนอเพื่อพิจารณา เมื่อได้รับอนุมัติแล้วจึงตราออกมาเป็นพระราชบัญญัติงบประมาณประจำปีเพื่อใช้บังคับต่อไป
            การจัดทำงบประมาณแผ่นดินเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้รัฐบาลมีการวางแผนที่จะดำเนินการไว้ล่วงหน้าและรายจ่ายของรัฐบาลเป็นส่วนประกอบของอุปสงค์รวม การวางแผนการใช้จ่ายและการหารายรับจะทำให้สามารถคาดคะเนสภาพเศรษฐกิจในปีต่อไปได้ นอกจากนี้ยังช่วยให้รัฐบาลบริการการคลังได้อย่างมีประสิทธิภาพภายในขอบเขตของงบประมาณที่จัดทำขึ้น

ประเภทของงบประมาณแผ่นดิน
งบประมาณแผ่นดินแบ่งได้ 2 ประเภท คือ
งบประมาณสมดุล (Balanced budget) หมายถึง งบประมาณที่รายได้ของรัฐบาลรวมกันแล้วเท่ากับรายจ่ายของรัฐบาลพอดี ดังนั้น รัฐบาลไม่จำเป็นต้องกู้เงินมาใช้จ่ายหรือนำเงินคงคลังออกมาใช้
งบประมาณไม่สมดุล (Unbalanced budget) หมายถึง งบประมาณที่รายได้ของรัฐบาลไม่เท่ากับรายจ่ายของรัฐบาล ถ้ารายได้ของรัฐบาลสูงกว่ารายจ่ายของรัฐบาลเรียกว่า งบประมาณเกินดุล
 (Surplus budget) ซึ่งรัฐบาลจะมีรายได้เหลือจากการใช้จ่าย เงินคงคลังของรัฐบาลจะเพิ่มขึ้น ถ้ารายได้ของรัฐบาลต่ำกว่ารายจ่ายของรัฐบาล เรียกว่า งบประมาณขาดดุล (Deficit budget) ซึ่งรัฐบาลต้องกู้เงินหรือนำเงินคงคลังออกมาใช้จ่าย
-2-

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาในแง่ของประมาณการรายรับและรายจ่ายของรัฐบาลแล้ว งบประมาณแผ่นดินจะต้องสมดุลเพื่อมิให้เกิดปัญหาในด้านต่างๆ ตามมา

ประมาณการรายรับ
            ในการประมาณการรายรับของรัฐบาลมีการประมาณรายรับแยกได้ 3 ประเภทคือ รายได้ เงินกู้ และเงินคงคลัง มีรายละเอียดในส่วนต่างๆ ดังนี้
รายได้ (Revenue)  
รายได้ของรัฐบาล (Revenue) ประกอบด้วย
1. รายได้จากภาษีอากร เป็นรายรับที่มีสัดส่วนสูงมากในประมาณการรายรับ แบ่งออกเป็น
รายได้จากภาษีทางตรงและจากภาษีทางอ้อม
2. รายได้จากการขายสิ่งของและบริการ เช่น การขายทรัพย์สินประเภทอสังหาริมทรัพย์
การขายผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ การขายหนังสือราชการ ค่าบริการและค่าเช่าต่างๆ เป็นต้น
3. รายได้จากรัฐพาณิชย์ เป็นรายได้ที่เกิดจากการประกอบการของรัฐวิสาหกิจ เช่น โรงงาน
ยาสูบ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เป็นต้น รวมทั้งเงินปันผลที่รัฐบาลได้รับจากการถือหุ้นในบริษัทต่างๆ
4. รายได้อื่นๆ ได้แก่ รายได้จากค่าปรับ ค่าแสตมป์ฤชาอากร การผลิตเหรียญกษาปณ์ เป็น
ต้น  

เงินกู้
เงินกู้ หมายถึง เงินที่รัฐบาลกู้มาจากแหล่งต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกประเทศเพื่อช้จ่ายตามงบประมาณแผ่นดินประจำปีที่ได้จัดทำขึ้น แหล่งเงินกู้ภายในประเทศ เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย สถาบันการเงินต่างๆ ภายในประเทศ และประชาชน
เงินคงคลัง 
เงินคงคลัง หมายถึง เงินที่เหลือจากการใช้จ่ายในปีก่อนๆ ซึ่งรัฐบาลเก็บสะสมไว้ ในปีที่รายจ่ายสูงเกินกว่ารายได้และรัฐบาลไม่ต้องการก่อหนี้เพิ่มขึ้นสามารถนำออกมาใช้  ทั้งนี้ต้องเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด
ภาษีอากร
            วัตถุประสงค์ของการเก็บภาษีอากร 
            จัดหารายได้ เป็นวัตถุประสงค์หลักของการเก็บภาษีอากรเพราะรัฐบาลมีหน้าที่โดยตรงในการบริหารประเทศ รักษาความสงบเรียบร้อย และความมั่นคงของประเทศ ทำให้มีรายจ่ายด้านการ
-3-

บริหารราชการ รักษาความสงบภายในและนอกประเทศรวมทั้งการทหารจึงจำเป็นต้องเก็บภาษีอากรจากประชาชน เนื่องจากรายจ่ายเหล่านั้นเกิดขึ้นเพื่อความผาสุกและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
            จัดสรรการใช้ทรัพยากรของประเทศ การผลิตสินค้าและบริการในระบบเศรษฐกิจเป็นไปโดยกลไกราคา รัฐบาลสามารถควบคุมระบบเศรษฐกิจให้ดำเนินไปในทิศทางที่ต้องการโดยการจัดเก็บภาษีในการผลิตหรือการขายสินค้า
            รักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจภายในและภายนอกประเทศ รัฐสามารถใช้มาตรการทางภาษีอากรเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจทั้งภายในและระหว่างประเทศ เพราะเป็นการโอนรายได้จากประชาชนไปยังรัฐบาลเพื่อควบคุมการนำเข้า ส่งเสริมการส่งออก และแก้ปัญหาดุลการชำระเงินขาดดุลรวมทั้งรักษาอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
เร่งรัดความจำเริญทางเศรษฐกิจ รัฐบาลสามารถใช้มาตรการทางภาษีอากรเพื่อส่งเสริมการลงทุนในสาขาเศรษฐกิจที่ต้องการ เพื่อบังคับให้ประชาชนละเว้นหรือส่งเสริมการบริโภคสินค้าบางชนิด ส่งเสริมให้ประชาชนออมทรัพย์ ซึ่งจะช่วยทำให้ประเทศมีความจำเริญทางเศรษฐกิจ
            เพื่อให้เกิดความเสมอภาคในการกระจายรายได้ รัฐบาลสามารถใช้มาตรการภาษีอากรเพื่อจัดสรรการกระจายรายได้ให้เสมอภาคมากขึ้นได้ โดยยึดหลักว่า เก็บภาษีผู้ที่มีรายได้สูงในอัตราที่สูงกว่าอัตราภาษีที่จัดเก็บจากผู้ที่มีรายได้ต่ำจะช่วยทำให้การกระจายรายได้เสมอภาคมากขึ้น

หลักในการจัดเก็บภาษีอากร  
ในการจัดเก็บภาษีอากรรัฐบาลมักจะคำนึงหลักในการจัดเก็บดังนี้
            หลักความยุติธรรม เป็นการจัดเก็บตามความสามารถในการเสียภาษี โดยยึดหลักที่ว่า ผู้ใดได้รับบริการจากรัฐมากกว่าสมควรต้องจ่ายภาษีให้แก่รัฐสูงกว่าผู้ที่ได้รับบริการจากรัฐน้อยกว่า
             หลักความมีประสิทธิภาพ ภาษีอากรที่จัดเก็บจะต้องสะดวก ไม่ยุ่งยากทั้งด้านผู้จัดเก็บและผู้เสียภาษี ค่าใช้จ่ายในการบริหารการจัดเก็บภาษีไม่สูงเกินไป ไม่เกิดช่องโหว่ทั้งด้านกฎหมายและการจัดเก็บจนทำให้เกิดการเลี่ยงภาษีขึ้น
                            หลักความแน่นอน ภาษีอากรที่จัดเก็บจะต้องมีการระบุรายละเอียดด้านต่างๆ ในการจัดเก็บไว้ชัดเจนและประกาศให้ประชาชนทราบอย่างเปิดเผย รัฐบาลสามารถประมาณการรายได้จากภาษีอากรที่จะจัดเก็บได้ภายใต้ความรับผิดชอบของหน่วยงานราชการที่จัดเก็บ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการประมาณการรายรับของรัฐบาลต่อไป
            หลักประหยัด รัฐจะต้องไม่เสียค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บสูงเกินไป การจัดเก็บไม่ซ้ำซ้อน ไม่ทำให้ผู้เสียภาษีหมดแรงจูงใจในการทำงาน จนต้องใช้เจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงานจำนวนมาก
-4-

ประเภทของภาษีอากร 
          ภาษีทางตรง (Direct tax) หมายถึง ภาษีที่ผู้เสียภาษีจะต้องรับภาระภาษีไว้เอง ไม่สามารถผลักไปให้ผู้อื่นจ่ายแทนได้ เช่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีที่ดิน ภาษีมรดก เป็นต้น ในความเป็นจริงสามารถผลักภาระภาษีไปให้แก่ผู้อื่นจ่ายแทนได้บ้างมากน้อยแตกต่างกันไปในแต่ละชนิดของภาษี เช่น ภาษีที่ดิน ในกรณีที่เจ้าของที่ดินให้ผู้อื่นเช่าที่ดินนั้น สามารถผลักภาระภาษีโดยการบวกภาระภาษีที่ตนต้องจ่ายในค่าเช่าที่ดิน เป็นต้น
            ภาษีทางอ้อม (Indirect tax) หมายถึง ภาษีที่ผู้เสียภาษีสามารถผลักภาระภาษีไปให้ผู้อื่นจ่ายแทนได้ เช่น ภาษีการค้า ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต เป็นต้น ภาษีเหล่านี้ผู้เสียภาษีมักจะผลักภาระภาษีไปให้ผู้อื่นโดยการบวกภาษีที่เสียเข้าไปในราคาขายสินค้านั้น ซึ่งภาระภาษีที่จะผลักไปได้มากน้อยเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับความยืดหยุ่นของอุปสงค์และอุปทานของสินค้า
ภาษีนอกจากจะแบ่งได้ 2 ประเภทดังกล่าวแล้ว ยังสามารถแบ่งตามหน่วยงานที่จัดเก็บ เช่น ภาษีที่จัดเก็บโดยหน่วยราชการส่วนกลางและหน่วยราชการส่วนท้องถิ่น เป็นต้น

อัตราภาษี  
อัตราภาษีที่จัดเก็บแบ่งออกได้ 3 ประเภท คือ
               อัตราคงที่ (Flat Rate หรือ Proportional Rate) เป็นภาษีที่จัดเก็บในอัตราที่เท่ากันโดยไม่คำนึงถึงขนาดของฐานภาษี เช่น ภาษีเงินได้นิติบุคคลซึ่งจัดเก็บในอัตราร้อยละ 30 ของกำไร ภาษีมูลค่าเพิ่มที่เรียกเก็บจากการซื้อขายสินค้าทั่วไปที่ไม่ใช่สินค้าเกษตรกรรมในอัตราร้อยละ 7 เป็นต้น
                            อัตราก้าวหน้า (Progressive Tax Rate) เป็นอัตราภาษีที่จัดเก็บหลายอัตราโดยอัตราภาษีที่จัดเก็บจะสูงขึ้นเมื่อฐานภาษีสูงขึ้น เช่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในอัตราก้าวหน้า รัฐบาลได้กำหนดไว้หลายอัตราและจัดเก็บสูงขึ้นตามขั้นของเงินได้พึงประเมินสุทธิ
                            อัตราถอยหลัง (Regressive Tax Rate) เป็นอัตราภาษีที่จัดเก็บหลายอัตราแต่จะจัดเก็บต่ำลงเมื่อฐานภาษีสูงขึ้นตรงข้ามกับการเก็บภาษีในอัตราก้าวหน้า ปัจจุบันมีการเก็บจัดเก็บภาษีลักษณะนี้น้อยเพราะขัดกับหลักความยุติธรรมเนื่องจากไม่ได้จัดเก็บตามความสามารถในการเสียภาษี

เงินกู้
                            รายรับของรัฐบาลบางส่วนได้มาจากการกู้ยืมเงินจากแหล่งต่างๆ ทั้งในและนอกประเทศ ทำให้มีข้อผูกพันที่จะใช้คืนเงินต้นและพร้อมดอกเบี้ย เมื่อมีการกู้เงินทุกๆ ปี หนี้สินของรัฐบาลจะเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ข้อผูกพันของรัฐบาลในหนี้สินนั้นมิได้เกิดจากการกู้ยืมโดยรัฐบาลเท่านั้น
-5-

บางส่วนจะเกิดจากการค้ำประกันเงินกู้โดยรัฐบาลให้กับหน่วยงานราชการต่างๆ หนี้สินของรัฐบาลเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า หนี้สาธารณะ
          วัตถุประสงค์ในการก่อหนี้สาธารณะ
                            ชดเชยการขาดดุลของรัฐบาล เมื่อประมาณการรายจ่ายสูงกว่ารายได้ที่คาดว่าจะจัดเก็บได้ รัฐบาลต้องแสวงหาเงินส่วนที่ยังขาดโดยการกู้ยืมจากแหล่งต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ เป็นหนี้
ที่รัฐบาลกู้โดยตรงไม่รวมการค้ำประกันหนี้ของรัฐวิสาหกิจ หนี้ที่รัฐบาลค้ำประกันให้กับรัฐวิสาหกิจที่ไม่ใช่สถาบันการเงินและหนี้ของธนาคารแห่งประเทศไทย 
เพื่อให้เกิดผลกระทบต่อการใช้ทรัพยากรของประเทศ ถ้ารัฐบาลสามารถใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศได้มีประสิทธิภาพมากกว่าภาคเอกชน การที่รัฐบาลกู้เงินจากแหล่งเงินกู้ภายในประเทศจะเป็นการดึงเงินจากภาคเอกชนมาใช้จ่ายหรือโอนทรัพยากรของประเทศมาให้รัฐบาลใช้
รักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจภายในและภายนอกประเทศ บางครั้งแม้รัฐบาลจะมีรายได้เพียงพอกับรายจ่ายแต่เพื่อควบคุมระบบเศรษฐกิจจำเป็นต้องก่อหนี้ขึ้น หรือในช่วงเวลาที่ประเทศประสบปัญหาขาดดุลการชำระเงินและทุนสำรองระหว่างประเทศลดลง จำเป็นต้องกู้ยืมเงินจากต่างประเทศเพื่อแก้ปัญหาขาดดุลการชำระเงินและมีทุนสำรองระหว่างประเทศในระดับที่ต่างประเทศเชื่อมั่น
ร่งรัดความจำเริญทางเศรษฐกิจ รัฐบาลจำเป็นต้องกู้เงินมาใช้จ่ายในโครงการที่จำเป็นต่อความจำเริญทางเศรษฐกิจซึ่งใช้เงินลงทุนสูง หรือกู้ยืมจากต่างประเทศเพื่อนำมาซื้อเครื่องจักร อุปกรณ์และเครื่องมือจากต่างประเทศเพื่อใช้ในการลงทุนซึ่งส่งผลต่อการการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ

หลักในการก่อหนี้สาธารณะ  
ในการก่อหนี้สาธารณะจะต้องคำนึงถึงหลักในการก่อหนี้เพื่อให้เป็นไปอย่างเหมาะสมและเกิดผลดีแก่ประเทศ ดังนี้
หลักผลประโยชน์ของเงินกู้ เงินกู้นั้นควรจะนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์หรือกู้เพื่อการลงทุน และควรเป็นการลงทุนในโครงการที่สามารถให้อัตราผลตอบแทนสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยหรือต้นทุนของเงินกู้นั้น
หลักภาระหนี้ การกู้เงินจะมีภาระการใช้คืนซึ่งจะทำให้รายจ่ายของรัฐบาลในปีต่อมาสูงขึ้น ถ้าเป็นการกู้จากต่างประเทศการใช้คืนจะต้องชำระคืนเป็นเงินสกุลต่างประเทศซึ่งอาจทำให้ประเทศประสบปัญหาการขาดดุลการชำระเงิน ดังนั้น จึงต้องคำนึงถึงภาระการใช้คืนหนี้ด้วย
-6-

หลักเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การกู้ยืมเงินจากประชาชนจะทำให้การบริโภคและการลงทุนของภาคเอกชนลดลง การขยายตัวของเศรษฐกิจของประเทศชะลอตัวลง ดังนั้น จะต้องระมัดระวังมิให้มีการก่อหนี้ภายในประเทศมากจนเกินไปจนอาจทำให้เศรษฐกิจของประเทศหดตัวอย่างรุนแรง

ประมาณการรายจ่าย
            การประมาณการรายจ่ายจำแนกได้หลายประเภท เช่น ตามหน้าที่งาน ตามลักษณะเศรษฐกิจ  ตามส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ ตามแผนงานของสาขาเศรษฐกิจต่าง ๆ เป็นต้น
            การจำแนกรายจ่ายตามแผนงาน เป็นการจำแนกรายจ่ายตามแผนงานด้านต่างๆ ดังนี้ การเกษตร การอุตสาหกรรมและเหมืองแร่ การคมนาคมขนส่งและสื่อสาร การพาณิชย์และท่องเที่ยว การวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี พลังงานและสิ่งแวดล้อม การศึกษา การสาธารณสุข การบริการสังคม การรักษาความมั่นคงของชาติ การรักษาความสงบเรียบร้อยภายใน การบริหารงานทั่วไปของรัฐ และการชำระหนี้เงินกู้  
การจำแนกตามลักษณะเศรษฐกิจ เป็นการจำแนกงบประมาณรายจ่ายเพื่อแสดงให้เห็นถึงผลทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นจากการใช้จ่ายของรัฐบาล โดยจำแนกเป็นรายจ่ายเพื่อการลงทุน รายจ่ายประจำ และรายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ 
                            การจำแนกรายจ่ายตามส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ เป็นการจำแนกออกตามส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจต่างๆ ที่ได้รับการจัดสรรรายจ่าย เช่น กระทรวงต่างๆ หรือหน่วยงานรัฐวิสาหกิจของรัฐบาล

วัตถุประสงค์ของการใช้จ่ายของรัฐบาล
            วัตถุประสงค์ในการใช้จ่ายของรัฐบาลสามารถจำแนกได้จากงบประมาณรายจ่ายของรัฐบาล  นอกจากเพื่อบริหารประเทศ รักษาความสงบภายในประเทศและความมั่นคงของชาติแล้ว วัตถุประสงค์ของการใช้จ่ายของรัฐบาล ได้แก่
            รักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจภายในประเทศ เนื่องจากรายจ่ายของรัฐบาลเป็นส่วนหนึ่งของอุปสงค์มวลรวม ดังนั้น ควรให้มีการยืดหยุ่นด้านรายจ่ายเพื่อให้แก้ปัญหาทางเศรษฐกิจของประเทศได้
           รักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจภายนอกประเทศ ในช่วงที่ประเทศประสบปัญหาด้านดุลการชำระเงิน รัฐบาลสามารถแก้ไขได้โดยการปรับเปลี่ยนการใช้จ่ายเพื่อให้ส่งผลต่อการบริโภค

-7-

และการลงทุนภายในประเทศ ซึ่งจะส่งผลต่อรายได้ประชาชาติและดุลการชำระเงินของประเทศด้วย
            เร่งรัดความจำเริญทางเศรษฐกิจ รัฐบาลต้องใช้จ่ายในโครงการที่จำเป็นต่อความจำเริญทางเศรษฐกิจ เช่น โครงการเขื่อนเพื่อการชลประทานด้านการเกษตรและการผลิตกระแสไฟฟ้า เป็นต้น
            เกิดความเสมอภาคในการกระจายรายได้ การใช้จ่ายเงินของรัฐบาลจะส่งผลให้การกระจายรายได้มีความเสมอภาคมากขึ้น เช่น การใช้จ่ายเพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของประชากรยากจนในชนบทซึ่งจะช่วยทำให้การกระจายรายได้เสมอภาคมากขึ้น

นโยบายการคลัง (Fiscal Policy)
            นโยบายการคลัง (Fiscal Policy) คือ นโยบายเกี่ยวกับการใช้จ่ายและรายได้ของรัฐ เป็นเครื่องมือสำคัญในการกำหนดแนวทาง เป้าหมาย และการดำเนินงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจ นโยบายการคลังประกอบด้วย นโยบายภาษีอากร นโยบายด้านรายจ่าย นโยบายการก่อหนี้และบริหารหนี้สาธารณะ และนโยบายในการบริหารเงินคงคลัง
            วัตถุประสงค์ของนโยบายการคลัง
            ประการที่ 1 ส่งเสริมการจัดสรรทรัพยากรระหว่างภาคเอกชนและภาครัฐบาลให้มีประสิทธิภาพ สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ดี จัดสรรทรัพยากรในสัดส่วนที่ทำให้สังคมได้รับสวัสดิการและมีประสิทธิภาพสูงสุด รัฐสามารถจัดหาสินค้าและบริการสาธารณะ (Public goods and service) ในปริมาณและคุณภาพตรงกับความต้องการของประชาชน
            ประการที่ 2 ส่งเสริมการกระจายรายได้ที่เป็นธรรม แต่ละกลุ่มจะได้รับประโยชน์และภาระที่เป็นธรรม นโยบายการคลังจะนำไปสู่การปรับปรุงการกระจายรายได้เบื้องต้นของประชาชนให้ทัดเทียมกัน
            ประการที่ 3 เสริมสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ รัฐบาลสามารถใช้นโยบายการคลังเพิ่มการใช้จ่ายและขยายการลงทุนในภาครัฐโดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาด้านสาธารณูปโภคเพื่ออำนวยความสะดวกแก่การลงทุนและการผลิตของภาคเอกชน
            ประการที่ 4 รักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ นโยบายการคลังสามารถใช้ในการสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ เสถียรภาพในตลาดเงิน และความสมดุลในบัญชีดุลการชำระเงินระหว่างประเทศ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น