วันเสาร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

แนวความคิดในการจัดและการบริหารงบประมาณภาครัฐ

การบริหารจำเป็นจะต้องมีองค์ประกอบหลายประการ เงินเป็นองค์ประกอบที่สำคัญอย่างหนึ่ง การจัดการ หรือการบริหารการเงินจึงมีความสำคัญยิ่ง ทั้งในเรื่องของการได้มา การใช้จ่าย การก่อหนี้สาธารณะ รวมทั้งระบบการจัดทำงบจึงเป็นประเด็นสำคัญในการศึกษา

      การคลังหรือการคลังสาธารณะ (public finance) หมายถึง งานที่เกี่ยวกับการเงินของรัฐ การบริหารการเงินหรือการคลังของรัฐจึงหมายถึง การบริหารงานที่ครอบคลุมเรื่องต่าง ๆ อย่างน้อย 5 เรื่อง คือ
   1.   การบริหารรายได้ของรัฐบาล
   2.   การบริหารรายจ่ายของรัฐบาล
   3.   การบริหารหนี้สาธารณะ
   4.   นโยบายการคลังของรัฐบาล
   5.   งบประมาณแผ่นดิน

ความหมายของงบประมาณ

      ความหมายดั้งเดิมของงบประมาณ (budget) ในประเทศอังกฤษนั้น หมายถึง กระเป๋าหนังสือใบใหญ่ที่เสนาบดีกระทรวงการคลังใช้บรรจุเอกสารต่าง ๆ ที่จะแถลงต่อรัฐสภา ซึ่งต่อมาก็หมายถึงเอกสารที่เสนาบดีหรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเสนอต่อรัฐสภาในเรื่องที่เกี่ยวกับการใช้จ่ายและการหารายได้ของรัฐบาล (เกริกเกียรติ พิพัฒน์เสรีธรรม, 2546, หน้า 404)

      ต่อมาคำว่า Budget มีการเปลี่ยนแปลงไปใช้ได้ในหลายความหมาย เช่น (ไพรัช ตระการศิรินนท์, 2548, หน้า 152-154)

   1. งบประมาณในฐานะที่เป็นเครื่องมือของรัฐบาล พิจารณาได้ใน 2 กรณี คือ

      1.1 งบประมาณเป็นเครื่องมือทางการบริหารของประเทศ ทั้งในด้านการวางแผนและการควบคุมการบริหาร

         Lynch ให้ความเห็นว่า “งบประมาณ” เป็นแผนที่จัดทำขึ้นเพื่อให้โครงการ (programs) ต่าง ๆ ที่กำหนดขึ้น มีการประมาณการทรัพยากรที่มีค่าและต้องการที่จะนำมาใช้ โดยมีการเปรียบเทียบการกระทำในอดีต และความต้องการที่จะทำในอนาคต
         Burnstein & O’Hara ให้ความเห็นในแนวคิดนี้ว่า “งบประมาณ” เป็นเทคนิค (Nuts and Bolts) ของนโยบายรัฐบาล นอกจากนี้ “งบประมาณ” ยังเปรียบเสมือนเชื้อเพลิงที่แจกจ่ายไปยังส่วนต่าง ๆ ของระบบ

      1.2 งบประมาณเป็นเครื่องมือทางการคลังของประเทศ
         งบประมาณเป็นเรื่องเกี่ยวกับการคลังที่รัฐบาลใช้เป็นเครื่องมือในการควบคุมเศรษฐกิจของประเทศ

         Sherwood ได้ให้ความหมายของ “งบประมาณ” ในแนวคิดนี้ว่า คือ แผนเบ็ดเสร็จซึ่งแสดงออกมาในรูปตัวเงิน แสดงโครงการดำเนินงานทั้งหมดในระยะเวลาหนึ่ง แผนนี้จะรวมถึงการประมาณการบริหาร กิจกรรม โครงการและค่าใช้จ่ายตลอดจนทรัพยากรที่จำเป็นในการสนับสนุน การดำเนินการให้บรรลุตามแผนเบ็ดเสร็จย่อมประกอบด้วยการกระทำ 3 ขั้นตอน คือ การจัดเตรียม การอนุมัติ และการบริหาร
         Turnbull ได้ให้ความหมายของ “งบประมาณ” ไว้อย่างกว้าง ๆ ว่าเป็นแผนการเงินขององค์การที่กำหนดขึ้นเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ขององค์การ และอธิบายว่างบประมาณต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสิ่งต่อไปนี้ คือ
         1)   เป็นเรื่องการเงินโดยเฉพาะ
         2)   ต้องมีวัตถุประสงค์และเป้าหมายของงานที่จะกระทำ
         3)   มีแผนของเงินที่จะหาได้และแผนการใช้จ่าย
         4)   มีกำหนดระยะเวลาในการใช้จ่าย
         5)   มีการกำหนดองค์กรรับผิดชอบ
         6)   เป็นการคาดการณ์เกี่ยวกับอนาคต

   2. งบประมาณในฐานะที่เป็นเรื่องทางการเมือง

      Wildavsky ให้ความหมายของ “งบประมาณ” ในแนวคิดนี้ว่า เป็นเรื่องของการเมืองที่เกี่ยวกับการจัดสรรทรัพยากรและอำนาจให้แก่กลุ่มการเมืองต่าง ๆ หากถือว่าการเมือง คือ การขัดแย้งกันระหว่างผู้ที่ต้องการให้สิ่งที่ตนชอบ ปรากฏในนโยบายแห่งชาติ ผลของการขัดแย้งหรือการต่อสู้กันนั้นก็จะปรากฏในงบประมาณนั่นเอง งบประมาณจึงเป็นหัวใจของกระบวนการทางการเมือง นอกจากนี้ “งบประมาณ” ยังเป็นสัญญาระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหาร โดยที่ฝ่ายบริหารสัญญาที่จะจ่ายงบประมาณภายใต้เงื่อนไขบางประการตามพันธสัญญาที่ตกลงกันไว้ ความสัมพันธ์ประกอบด้วย 2 ฝ่าย ซึ่งทั้ง 2 ฝ่ายย่อมมีความสัมพันธ์ต่อกันและกัน

      งบประมาณในฐานะที่เป็นเรื่องทางการเมืองจึงเป็นกระบวนการทางการเมืองที่จะต้องมีการต่อสู้ การต่อรอง หรือการประนีประนอมระหว่างกลุ่มการเมืองต่าง ๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งงบประมาณตามที่ฝ่ายของตนต้องการ

   3. งบประมาณในฐานะที่เป็นเอกสารแสดงความต้องการของรัฐบาลหรือหน่วยงานของรัฐบาล

      Wildavsky ได้ให้ความเห็นในแนวคิดนี้ว่า “งบประมาณ” เป็นเอกสารประกอบด้วยถ้อยคำและสถิติตัวเลข ซึ่งแสดงถึงการใช้จ่ายสำหรับแต่ละรายการ และเป้าหมายต่าง ๆ โดยข้อความจะบรรยายถึงรายการค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับ เงินเดือน ค่าครุภัณฑ์ ค่าใช้สอย ฯลฯ เป้าหมายด้านเศรษฐกิจ การศึกษา และการป้องกันประเทศ
      Eckstein ให้ความเห็นว่า “งบประมาณ” เป็นคำกล่าวในรายละเอียดที่รัฐบาลคาดว่าจะใช้จ่ายอะไรบ้าง และสามารถหารายได้จากอะไรในระยะเวลา 1 ปี

   โดยสรุปงบประมาณ จึงหมายถึงเครื่องมืออย่างหนึ่งของรัฐบาลที่เป็นเอกสารแสดงถึงความต้องการของรัฐบาลหรือหน่วยงานต่าง ๆ ในภาครัฐ ซึ่งประกอบด้วยแผนทางการเงินและโครงการที่จะดำเนินการในปีงบประมาณหนึ่ง ๆ ตามที่รับบาลได้สัญญาไว้กับรัฐสภาและประชาชนที่จะใช้เงินภายใต้เงื่อนไขและแนวทางการบริหารงานที่กำหนดไว้

   อย่างไรก็ตาม โดยทั่วไปแล้ว งบประมาณจะหมายถึง แผนการปฏิบัติงานของรัฐบาลที่แสดงในรูปตัวเงินที่เสนอต่อรัฐสภาในช่วงระยะเวลาหนึ่ง กล่าวคือ รัฐบาลจะเสนองบประมาณในรูปของร่างกฎหมายต่อรัฐสภาเพื่อขออนุมัติดำเนินการต่าง ๆ ตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งในแต่ละประเทศจะมีกฎหมายกำหนดไว้ว่า รัฐบาลจะต้องทำหรือเสนองบประมาณอย่างไร เช่น ในประเทศไทยตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2502 ได้กำหนดไว้ว่า งบประมาณประจำปีที่รัฐบาลจะเสนอต่อรัฐสภานั้นให้ประกอบด้วยรายการ ดังนี้ (ไพรัช ตระการศิรินนท์, 2548, หน้า 152-154)

   1. คำแถลงประกอบงบประมาณแสดงฐานะและนโยบายการคลังและการเงิน สาระสำคัญของงบประมาณและความสัมพันธ์ระหว่างรายรับและงบประมาณรายจ่ายที่ขอตั้ง
   2. รายรับรายจ่ายเปรียบเทียบระหว่างปีที่ล่วงมาแล้ว ปีปัจจุบัน และปีที่ขอตั้งงบประมาณรายจ่าย
   3. คำอธิบายเกี่ยวกับประมาณการรายรับ
   4. คำชี้แจงเกี่ยวกับงบประมาณรายจ่ายที่ขอตั้ง
   5. รายจ่ายเกี่ยวกับการเงินของรัฐวิสาหกิจ
   6. คำอธิบายเกี่ยวกับหนี้ของรัฐบาลทั้งที่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน และที่เสนอขอกู้เพิ่มเติม
   7. รายงานการรับจ่ายเงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้มอบให้เพื่อช่วยราชการ
   8. ร่างพระราชบัญญัติรายจ่ายประจำปี


บรรณานุกรม

- เกริกเกียรติ พิพัฒน์เสรีธรรม. (2546). การคลังว่าด้วยการจัดสรรและการกระจาย. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

- ไพรัช ตระการศิรินนท์. (2548). การคลังภาครัฐ (พิมพ์ครั้งที่ 2). เชียงใหม่: คะนึงนิจการพิมพ์.


แหล่งข้อมูล http://www.idis.ru.ac.th/report/index.php?topic=3627.0

ความหมายการคลังสาธารณะ


          ความนำ
               ในสมัยก่อนบทบาทของรัฐบาลอยู่ในขอบเขตจำกัด  กล่าวคือ รักษาความมั่นคงปลอดภัยทั่งภายนอกและภายในประเทศ  การศาล การฑูต ส่วนเรื่องกิจกรรมทางด้านเศรษฐกิจจะเป็นเรื่องของเอกชน แต่ปัจจุบันรัฐบาลได้เข้ามาดำเนินการทางด้านเศรษฐกิจหลายอย่างเพื่อให้มีเสถียรภาพที่มั่นคงและชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชน ด้วยเหตุนี้รัฐบาลจึงมีรายจ่ายเพิ่มขึ้นการใช้จ่ายของรัฐบาลมีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ ทำให้ระบบเศรษฐกิจขยายตัวปัญหาเศรษฐกิจเป็นปัญหาที่สำคัญที่ทุกประเทศให้ความสนใจเพราะถ้ารัฐบาลแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้จะทำให้ขาดเสถียรภาพการบริหารประเทศต่อไปลำบาก ดั้งนั้น  ทุกประเทศจึงต้องพยายามพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้เจริญรุ่งเรืองมั่นคงและมีเสถียรภาพ โดยจะต้องอาศัยการดำเนินงานและการว่างแผนที่ดีอย่างมีประสิทธิภาพ (อภินันท์  จันตะนี 2543 : 169)
                เพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายที่ว่างไว้ รัฐบาลจึงจำเป็นต้องมีเครื่องมือในการบริหาร นโยบายการคลัง (Fiscal Policy)  จึงเป็นเครื่องมือหรือกลไกอันสำคัญของรัฐบาลในการบริหารประเทศ โดยมีความสามารถในการหารายได้ให้เพียงพอกับรายจ่ายและมีการใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจที่ดีมีเสถียรภาพไม่เกิดภาวะเงินเฟ้อเงินฝืด มีการกระจ่ายรายได้ที่ดีและเป็นธรรม ประชาชนมีมาตรฐานการครองชีพดี ระดับรายได้ประชาชนอยู่ในอัตราสูง

 ความหมายของการคลังสาธารณะ
                การคลังสาธารณะ  หมายถึง  การบริหารรายได้  รายจ่ายของรัฐ หรือการคลังของรัฐบาล หรือหมายถึง  แนวทางการทำงานของรัฐบาลในการจัดสรรการใช้ทรัพยากรของสังคม  ตามแนวทางที่แต่ละระบบเศรษฐกิจจะกำหนดขึ้น  เพื่อปฏิบัติ เช่น ถ้ารัฐบาลใช้ระบบเศรษฐกิจเสรีนิยมหรือทุนนิยม  โดยเชื่อว่าการปล่อยให้กลไก  เศรษฐกิจทำงานโดยมีการแข่งขันแบบเสรีจะดีที่สุด  รัฐบาลควรจะมีบทบาทเกี่ยวกับการจัดสรร  ใช้ทรัพยากรของสังคมให้น้อยที่สุด  เพราะจะทำให้การจัดสรรการใช้ทรัพยากรของสังคมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด  และสังคมจะได้รับความพอใจหรือสวัสดิการสูงสุด
                จากความหมายดังกล่าจะมุ่งเน้นให้กลไกตลาดหรือราคาได้ทำหน้าที่อย่างมีอิสระ  โดยยึดหลักการที่ว่า  ถ้าปล่อยให้เป็นตามความต้องการของผู้บริโภค  และให้มีการกระจายอำนาจในการตัดสินใจเกี่ยวกับการใช้ทรัพยากรของสังคมแล้ว  ประชาชนที่อยู่ในสังคมนั้นก็จะได้รับสวัสดิการสูงสุด  ซึ่งในโลกแห่งความเป็นจริงนั้น  กลไกตลาดหรือราคานั้นไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์  และอาจจะเป็นต้นเหตุที่ทำลายความสงบสุขของสังคมได้  ดังนั้นเพื่อที่จะแก้ไขข้อบกพร่องของกลไกตลาด  รัฐบาลจึงจำต้องเข้ามามีบทบาทในระบบเศรษฐกิจโดยรัฐบาลจะเป็นผู้จัดสรรสินค้าและบริการในส่วนที่เอกชนไม่สามารถทำได้ดีเพื่อบังคับและชักนำให้การประกอบพฤติกรรมทางเศรษฐกิจของประชาชนได้เป็นไปในแนวทางที่รัฐบาลต้องการ
                การคลังสาธารณะหรือการคลังรัฐบาล  เป็นเรื่องของเศรษฐศาสตร์การคลัง  เป็นการศึกษาการบริหารงานของรัฐบาลในด้านการจัดหารายรับ  โดยเฉพาะการจัดเก็บภาษีอากรจากประชาชน  และการใช้จ่ายหรืองบประมาณประจำปี

รายรับของรัฐบาล
                รายรับของรัฐบาลจำแนกตามแหล่งที่มาเป็น 3 ประเภท คือ รายได้ เงินกู้ และเงินคงคลัง โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
                1. รายได้ แบ่งเป็นสองประเภท  คือ  รายได้จากภาษีอากรและรายได้ที่ไม่ใช่ภาษีอากร รายได้จากภาษีอากรถือเป็นรายได้หลักของรัฐบาลไทยซึ่งมีประมาณร้อยละ 88-90 ประกอบไปด้วยภาษีทางอ้อมที่มาจากภาษีการค้าและภาษีสรรพสามิต และจากภาษีทางตรงที่มาจากภาษีนิติบุคคลและภาษีบุคคลธรรมดา ส่วนรายได้ที่ไม่ใช่ภาษีอากร ซึ่งมีประมาณร้อยละ 10-12 ของรายได้ทั้งหมดนั้น มาจากการขายสิ่งของหรือบริการของทางราชการ รายได้จากรัฐพาณิชย์ และรายได้อื่น ดังตัวอย่างในตารางที่ 7.1 ต่อไปนี้

แนวคิด


แนวคิด

       การคลังสาธารณะ  หมายถึง  การบริหารรายได้รายจ่ายของรัฐบาล หรือการคลังของรัฐบาล   ซึ่งแนวทางการทำงานของรัฐบาลในการจัดสรรการใช้ทรัพยากรของสังคม  ตามแนวทางที่แต่ละระบบเศรษฐกิจของประเทศจะกำหนดขึ้นเพื่อดำเนินการ
        รายรับของรัฐบาล จำแนกออกเป็น ประเภท  คือ  รายได้จากภาษีอากร และรายได้ที่มิใช่ภาษีอากร เช่น เงินกู้ จากธนาคารกลาง ธนาคารออมสิน ธนาคารพาณิชย์ หรือกู้จากประชาชน โดยการขายพันธบัตร เป็นต้น และเงินคงคลัง ที่รัฐบาลเก็บสะสมไว้และสามารถยืมมาใช้ในปีที่รายจ่ายสูงเกินกว่ารายได้
         ภาษีอากร  เป็นสิ่งที่รัฐบาลบังคับจัดเก็บจากประชาชนหรือเป็นการเคลื่อนย้ายทรัพยากรระหว่างภาคเอกชนกับภาครัฐ  ซึ่งแสดงให้เห็นว่าภาษีอากรไม่จำเป็นต้องเป็นเงินตราเสมอไป
         หนี้สาธารณะ  เป็นข้อผูกพันของรัฐบาลซึ่งเกิดจากการกู้ยืมโดยตรง และการค้ำประกันเงินกู้ โดยรัฐบาล รวมทั้งเงินปริวรรตที่รัฐบาลรับรอง หนี้สาธารณะแบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะ คือ หนี้ภายในประเทศและหนี้ต่างประเทศ
         รายจ่ายของรัฐบาล เป็นการจ่ายเพื่อจัดซื้อสินค้าและบริการให้กับประชาชนในประเทศ เช่น การจัดสรรให้กระทรวงต่างๆ เพื่อนำไปบริการและรักษาความสงบในประเทศและจ่ายเพื่อโอนเงิน
          นโยบายการคลัง  เป็นนโยบายเกี่ยวกับรายได้จากภาษีอากรและการใช้จ่ายของรัฐบาล

การคลังสาธารณะ


การคลังสาธารณะ


หัวเรื่อง

7.1       ความนำ
7.2       ความหมายการคลังสาธารณะ
7.3       รายรับของรัฐบาล
7.4       ภาษีอากร
7.5       หนี้สาธารณะ
7.6       รายจ่ายของรัฐบาล
7.7      งบประมาณแผ่นดิน
7.8      นโยบายการคลัง
7.9       การสรุป

 

แนวคิด

       การคลังสาธารณะ  หมายถึง  การบริหารรายได้รายจ่ายของรัฐบาล หรือการคลังของรัฐบาล   ซึ่งแนวทางการทำงานของรัฐบาลในการจัดสรรการใช้ทรัพยากรของสังคม  ตามแนวทางที่แต่ละระบบเศรษฐกิจของประเทศจะกำหนดขึ้นเพื่อดำเนินการ
        รายรับของรัฐบาล จำแนกออกเป็น ประเภท  คือ  รายได้จากภาษีอากร และรายได้ที่มิใช่ภาษีอากร เช่น เงินกู้ จากธนาคารกลาง ธนาคารออมสิน ธนาคารพาณิชย์ หรือกู้จากประชาชน โดยการขายพันธบัตร เป็นต้น และเงินคงคลัง ที่รัฐบาลเก็บสะสมไว้และสามารถยืมมาใช้ในปีที่รายจ่ายสูงเกินกว่ารายได้
         ภาษีอากร  เป็นสิ่งที่รัฐบาลบังคับจัดเก็บจากประชาชนหรือเป็นการเคลื่อนย้ายทรัพยากรระหว่างภาคเอกชนกับภาครัฐ  ซึ่งแสดงให้เห็นว่าภาษีอากรไม่จำเป็นต้องเป็นเงินตราเสมอไป
         หนี้สาธารณะ  เป็นข้อผูกพันของรัฐบาลซึ่งเกิดจากการกู้ยืมโดยตรง และการค้ำประกันเงินกู้ โดยรัฐบาล รวมทั้งเงินปริวรรตที่รัฐบาลรับรอง หนี้สาธารณะแบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะ คือ หนี้ภายในประเทศและหนี้ต่างประเทศ
         รายจ่ายของรัฐบาล เป็นการจ่ายเพื่อจัดซื้อสินค้าและบริการให้กับประชาชนในประเทศ เช่น การจัดสรรให้กระทรวงต่างๆ เพื่อนำไปบริการและรักษาความสงบในประเทศและจ่ายเพื่อโอนเงิน
          นโยบายการคลัง  เป็นนโยบายเกี่ยวกับรายได้จากภาษีอากรและการใช้จ่ายของรัฐบาล

วัตถุประสงค์

                เมื่อศึกษาบทที่ 7  จบแล้ว  ผู้เรียนสามารถ
1.             อธิบายความหมายของการคลังสาธารณะได้
2.             อธิบายเกี่ยวกับรายรับของรัฐบาลในด้านต่าง ๆ ได้
3.              อธิบายถึงวิธีการจัดเก็บภาษีอากรรัฐบาลได้
4.              อธิบายถึงเงื่อนไขในการสร้างหนี้สาธารณะได้
5.              อธิบายถึงการใช้จ่ายของรัฐบาลได้
6.             อธิบายถึงวิธีการจัดทำงบประมาณแผ่นดินได้
7.             อธิบายถึงนโยบายการคลังของรัฐบาลได้

 

กิจกรรมการเรียนการสอน

1.             บรรยายนำโดยใช้แผ่นใสและPower Point ประกอบ
2.             ทำแบบทดสอบแบบปรนัย  10 ข้อ
3.             ทำแบบทดสอบแบบอัตนัย  10  ข้อ

สื่อการสอน

1.             เอกสารคำสอน
2.             หนังสือค้นคว้าอ้างอิง
3.             วีดีทัศน์เกี่ยวกับวิธีการจัดสรรงบประมาณ

การประเมินผล

1.             สังเกตจากการตอบข้อคำถาม
2.             ตรวจแบบฝึกหัดและแบบทดสอบประจำบท

เกณฑ์การพิจารณา

1.             ผู้เรียนต้องผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80  ถ้าไม่ผ่านจะให้ผู้เรียนเพิ่มเติมเป็นรายบุคคล





บทที่ 7

การคลังสาธารณะ


7.1            ความนำ
               ในสมัยก่อนบทบาทของรัฐบาลอยู่ในขอบเขตจำกัด  กล่าวคือ รักษาความมั่นคงปลอดภัยทั่งภายนอกและภายในประเทศ  การศาล การฑูต ส่วนเรื่องกิจกรรมทางด้านเศรษฐกิจจะเป็นเรื่องของเอกชน แต่ปัจจุบันรัฐบาลได้เข้ามาดำเนินการทางด้านเศรษฐกิจหลายอย่างเพื่อให้มีเสถียรภาพที่มั่นคงและชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชน ด้วยเหตุนี้รัฐบาลจึงมีรายจ่ายเพิ่มขึ้นการใช้จ่ายของรัฐบาลมีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ ทำให้ระบบเศรษฐกิจขยายตัวปัญหาเศรษฐกิจเป็นปัญหาที่สำคัญที่ทุกประเทศให้ความสนใจเพราะถ้ารัฐบาลแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้จะทำให้ขาดเสถียรภาพการบริหารประเทศต่อไปลำบาก ดั้งนั้น  ทุกประเทศจึงต้องพยายามพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้เจริญรุ่งเรืองมั่นคงและมีเสถียรภาพ โดยจะต้องอาศัยการดำเนินงานและการว่างแผนที่ดีอย่างมีประสิทธิภาพ (อภินันท์  จันตะนี 2543 : 169)
                เพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายที่ว่างไว้ รัฐบาลจึงจำเป็นต้องมีเครื่องมือในการบริหาร นโยบายการคลัง (Fiscal Policy)  จึงเป็นเครื่องมือหรือกลไกอันสำคัญของรัฐบาลในการบริหารประเทศ โดยมีความสามารถในการหารายได้ให้เพียงพอกับรายจ่ายและมีการใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจที่ดีมีเสถียรภาพไม่เกิดภาวะเงินเฟ้อเงินฝืด มีการกระจ่ายรายได้ที่ดีและเป็นธรรม ประชาชนมีมาตรฐานการครองชีพดี ระดับรายได้ประชาชนอยู่ในอัตราสูง

7.2            ความหมายของการคลังสาธารณะ
                การคลังสาธารณะ  หมายถึง  การบริหารรายได้  รายจ่ายของรัฐ หรือการคลังของรัฐบาล หรือหมายถึง  แนวทางการทำงานของรัฐบาลในการจัดสรรการใช้ทรัพยากรของสังคม  ตามแนวทางที่แต่ละระบบเศรษฐกิจจะกำหนดขึ้น  เพื่อปฏิบัติ เช่น ถ้ารัฐบาลใช้ระบบเศรษฐกิจเสรีนิยมหรือทุนนิยม  โดยเชื่อว่าการปล่อยให้กลไก  เศรษฐกิจทำงานโดยมีการแข่งขันแบบเสรีจะดีที่สุด  รัฐบาลควรจะมีบทบาทเกี่ยวกับการจัดสรร  ใช้ทรัพยากรของสังคมให้น้อยที่สุด  เพราะจะทำให้การจัดสรรการใช้ทรัพยากรของสังคมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด  และสังคมจะได้รับความพอใจหรือสวัสดิการสูงสุด
                จากความหมายดังกล่าจะมุ่งเน้นให้กลไกตลาดหรือราคาได้ทำหน้าที่อย่างมีอิสระ  โดยยึดหลักการที่ว่า  ถ้าปล่อยให้เป็นตามความต้องการของผู้บริโภค  และให้มีการกระจายอำนาจในการตัดสินใจเกี่ยวกับการใช้ทรัพยากรของสังคมแล้ว  ประชาชนที่อยู่ในสังคมนั้นก็จะได้รับสวัสดิการสูงสุด  ซึ่งในโลกแห่งความเป็นจริงนั้น  กลไกตลาดหรือราคานั้นไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์  และอาจจะเป็นต้นเหตุที่ทำลายความสงบสุขของสังคมได้  ดังนั้นเพื่อที่จะแก้ไขข้อบกพร่องของกลไกตลาด  รัฐบาลจึงจำต้องเข้ามามีบทบาทในระบบเศรษฐกิจโดยรัฐบาลจะเป็นผู้จัดสรรสินค้าและบริการในส่วนที่เอกชนไม่สามารถทำได้ดีเพื่อบังคับและชักนำให้การประกอบพฤติกรรมทางเศรษฐกิจของประชาชนได้เป็นไปในแนวทางที่รัฐบาลต้องการ
                การคลังสาธารณะหรือการคลังรัฐบาล  เป็นเรื่องของเศรษฐศาสตร์การคลัง  เป็นการศึกษาการบริหารงานของรัฐบาลในด้านการจัดหารายรับ  โดยเฉพาะการจัดเก็บภาษีอากรจากประชาชน  และการใช้จ่ายหรืองบประมาณประจำปี

7.3  รายรับของรัฐบาล
                รายรับของรัฐบาลจำแนกตามแหล่งที่มาเป็น 3 ประเภท คือ รายได้ เงินกู้ และเงินคงคลัง โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
                1. รายได้ แบ่งเป็นสองประเภท  คือ  รายได้จากภาษีอากรและรายได้ที่ไม่ใช่ภาษีอากร รายได้จากภาษีอากรถือเป็นรายได้หลักของรัฐบาลไทยซึ่งมีประมาณร้อยละ 88-90 ประกอบไปด้วยภาษีทางอ้อมที่มาจากภาษีการค้าและภาษีสรรพสามิต และจากภาษีทางตรงที่มาจากภาษีนิติบุคคลและภาษีบุคคลธรรมดา ส่วนรายได้ที่ไม่ใช่ภาษีอากร ซึ่งมีประมาณร้อยละ 10-12 ของรายได้ทั้งหมดนั้น มาจากการขายสิ่งของหรือบริการของทางราชการ รายได้จากรัฐพาณิชย์ และรายได้อื่น ดังตัวอย่างในตารางที่ 7.1 ต่อไปนี้

ตารางที่ 7.1  ผลการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลประจำเดือน ธันวาคม ปี 2546-2549
(ล้านบาท)
ที่มาของรายได้
2546
2547
2548
2549
กรรสพากร
49,824.00
54,512.73
61,176.34
65,632.21
กรมสรรพสามิต
25,988.23
25,005.70
22,620.00
25,225.00
กรมศุลกากร
10,397.00
10,219.70
8,783.57
7,439.68
หน่วยงานอื่น
4,642.88
8,872.37
6,657.16
10,861.24
รวมรายได้เก็บ
90,852.95
98,610.46
99,277.06
109,158.13
หัก - คืนภาษีของกรมสรรพากร
9,611.00
8,880.00
11,117.00
14,783.00
จัดสรรรายได้จาก VAT ให้ อบจ.
540.00
649.00
735.00
770.00
เงินกันชดเชยภาษีส่งออก
852.00
883.00
1,033.00
824.00
รายได้สุทธิ(NPV)
79,849.95
84,198.43
86,392.06
92,781.13
               
                ที่มา : กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต กรมศุลกากร กรมธนารักษ์  กรมบัญชีกลาง สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ และสำนักงบประมาณ (ออนไลน์) : แหล่งที่มา 
http : // dwfoc0mof.go.th


                2. เงินกู้ หมายถึง เงินที่รัฐบาลกู้มาใช้จ่ายในการบริหารและพัฒนาประเทศ โดยกู้จากแหล่งภายในประเทศ ได้แก่ ธนาคารกลาง  ธนาคารออมสิน  ธนาคารพาณิชย์ หรือกู้จากประชาชนโดยการขายพันธบัตร  เป็นต้น  และจากกู้แหล่งภายนอกประเทศ เช่น  ธนาคารโลก ธนาคารพัฒนาแห่งเอเชียจากรัฐบาลต่างประเทศหรือสถาบันการเงินจากต่างประเทศ

ตางรางที่ 7.2 เงินกู้จากต่างประเทศของรัฐบาลไทยสิ้นปีงบประมาณ 2546-2550
(ล้านบาท)
ปีงบประมาณ
หนี้ของรัฐบาล
หนี้ที่รัฐบาลค้ำประกัน
รวม
2545
2546
2547
2548
25449
409,586.66
344,269.36
321,904.49
250,826.21
191,917.24
351,371.42
305,117.71
271,180.83
247,416.60
195,097.47
760,940.08
649,387.07
593,095.32
498,287.81
387,014.71

                                ที่มา  :  สำนักงานนโยบายการคลัง 2549


                3. เงินคงคลัง เป็นเงินที่เหลือจากการใช้จ่ายปีก่อนๆ ซึ่งรัฐบาลเก็บสะสมไว้และสามารถยืมมาใช้ในปีที่รายจ่ายสูงเกินกว่ารายได้ และรัฐบาลไม่ต้องการก่อหนี้เพิ่มขึ้น แต่รัฐบาลจำเป็นต้องใช้คืนคงคลังที่ยืมมาใช้จ่ายในปีต่อไป

(ล้านบาท)
 
ตารางที่ 7.3  (1)                                                                                                                               
                              ปีงบประมาณ
รายการ
2546
2547
2548
2549
รายได้
รายจ่าย
ดุลเงินในงบประมาณ
ดุลเงินนอกงบประมาณ
ดุลเงินสด
การชดเชยดุลเงินสด
กู้ยืมในประเทศสุทธิ
กู้ยืมต่างประเทศสุทธิ
พันธบัตรรัฐบาลและสถานบันการเงิน
การใช้เงินคงคลัง
1,012,588
996,198
16,390
7,608
23,998
-23,998
3,579
-38,847
0
11,270
1,109,422
1,109,332
90
8,242
8,332
-8,332
21,269
-28,368
199,988
-1,233
1,241,236
1,276,741
-35,511
-10,253
-45,764
45,764
3,545
-19,555
58,020
33,774
1,377,021
1,279,714
97,307
-9,269
88,038
-88,038
16,489
-29,850
125,838
-74,677
                                                                                                                                               
                ที่มา  : ธนาคารแห่งประเทศไทย (1) ข้อมูลในตารางนี้ยังไม่ใช้ข้อมูลที่สมบูรณ์ดูเพิ่มเติมในเว็บไซด์ของธนาคารแห่งประเทศไทย


7.4  ภาษีอากร
                ความหมายของภาษีอากร  (Tax)  ปัจจุบันยังหาความหมายที่จะครอบคลุมภาษีอากรทุกประเภทอย่างสมบูรณ์ไม่ได้   นักเศรษฐศาสตร์ได้พยายามที่จะให้คำจำกัดความ หรือความหมายของคำว่าภาษีอากรไว้สรุปได้เป็น 2 แนวทาง ด้วยกัน คือ  (เกริกเกียรติ พิพัฒน์เสรีธรรม  2538 : 107-108)
                1. การให้ความหมายในแนวของการบังคับการจัดเก็บ  ซึ่งภาษีอากรในกรณีนี้หมายถึง  สิ่งที่รัฐบาลบังคับเก็บจากราษฎร  และนำมาใช้เพื่อประโยชน์ของสังคมส่วนร่วม    โดยมิได้มีสิ่งตอบแทนโดยตรงแก่ผู้เสียภาษี
                2. การให้ความหมายในแนวของการเคลื่อนย้ายทรัพยากรระหว่างภาคเอกชนกับภาครัฐบาลในแนวนี้ให้ความหมายว่าภาษี  คือ  เงินได้หรือทรัพยากรที่เคลื่อนย้ายจากภาคเอกชนไปสู่รัฐบาลยกเว้นการกู้ยืมและการขายหรือบริการในราคาทุนของรัฐบาล
                สรุปได้ว่าภาษีอากร หมายถึง  สิ่งที่รัฐบาลบังคับจัดเก็บจากประชาชนหรือเป็นการเคลื่อนย้ายทรัพยากรระหว่างภาคเอกชนกับภาครัฐบาล  ซึ่งแสดงให้เห็นว่าภาษีอากรไม่จำเป็นต้องเป็นเงินตราเสมอไป แต่อาจอยู่ในรูปของการบริการหรือสิ่งของที่ประชาชนจ่ายให้แก่รัฐบาลก็ได้  เช่น  การที่รัฐบาลบังคับการเกณฑ์ทหารของชายไทย  หรือการที่รัฐบาลบังคับซื้อสินค้าหรือบริการในราคาตลาดที่ควรจะเป็นจากประชาชน  เป็นต้น

                7.5.1  ฐานภาษี
                ฐานภาษี   หมายถึง  สิ่งที่ถูกกำหนดให้ใช้เป็นเกณฑ์ในการจัดเก็บภาษี เช่น  นาย  ก. มีรายได้เดือนละ  10,000 บาท  รัฐบาลกำหนดให้ผู้ที่มีรายได้เสียภาษีอัตราร้อยละ 10 ก็แสดงว่า 
นาย   ก. ต้องชำระภาษีเป็นจำนวน 1,000 บาทต่อเดือน นอกจากนั้นหากนาย ก. มีที่ดินจำนวน  10 ไร่ รัฐบาลกำหนดให้ชำระภาษีที่ดินไร่ละ 10 บาท  นาย ก. ต้องชำระภาษีที่ดินอีกจำนวน  100 บาท  สิ่งที่เป็นฐานภาษี  ตัวอย่างแรก  คือ รายได้  และฐานภาษีตัวอย่างหลังก็คือ จำนวนที่ดิน แสดงว่าฐานของภาษีมีหลายชนิดที่รัฐบาลสามารถเลือกใช้ได้ตามความเหมาะสมหรือสมเหตุสมผลแต่ละกรณีไป  ฐานภาษีโดยทั่วไปที่รัฐบาลประเทศต่างๆ นิยมนำมาใช้ได้แก่
                1. ฐานรายได้ (Income  Base ) คือใช้รายได้เป็นตัวตั้งในการคำนวณหาจำนวนภาษีที่ต้องชำระ ถ้าใช้อัตราภาษีคูณเข้าไปกับรายได้ก็จะได้จำนวนภาษีทันที เช่น  ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา  ภาษีเงินได้นิติบุคคล นิติบุคคลได้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด  โดยนำกำไรซึ่งก็คือรายได้ของนิติบุคคลเป็นฐานคูณด้วยอัตราภาษีก็ได้จำนวนภาษีที่ต้องการจัดเก็บ
                2. ฐานการบริโภค (Consumption  Base)  เนื่องจากการบริโภคเป็นการใช้ทรัพยากรให้สิ้นเปลืองไป ผู้บริโภคจึงควรรับภาระเสียภาษีตามสัดส่วนที่ตนบริโภคไป ซึ่งต่างจากฐานรายได้ที่ฐานรายได้จะเก็บเมื่อบุคคลมีรายได้    หรือสร้างรายได้ขึ้นมาต้องชำระภาษีแม้ว่าเขายังมิได้ใช้รายได้ของเขาออกไป แต่ฐานบริโภคจะจัดเก็บเมื่อบุคคลได้ใช้รายได้ออกไปแล้ว  การบริโภคทำให้ผู้บริโภคได้รับความสุขจึงควรเสียภาษีให้กับสังคม  รายได้ส่วนที่ยังไม่ได้ใช้การบริโภคก็ยังไม่ต้องเสียภาษี ผู้ใดบริโภคมากก็เสียภาษีมาก ผู้ใดบริโภคน้อยก็เสียภาษีชนิดนี้น้อย
                3. ฐานความมั่งคง (Wealth  Base) ความมั่งคงก็คือรายได้ หรือทรัพย์สินที่บุคคลได้สะสมไว้ในรอบระยะเวลาต่างๆ เช่นที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง หลักทรัพย์  (พันธบัตร , ใบหุ้น) หรือมรดก เป็นต้น สามารถนำมาเป็นฐานคำนวณภาษีเพื่อเป็นเครื่องมือในการหารายได้ของรัฐที่นิยมอีกชนิดหนึ่ง
                4. ฐานอื่นๆ หมายถึงฐานที่มิใช่รายได้  การบริโภคและความมั่งคั่ง เป็นฐานที่ใช้เพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะบางอย่างโดยมิได้มุ่งให้เป็นรายได้หรือเพื่อความเป็นธรรมของสังคม  เช่น  ในสมัย จอมพล ป. พิบูลสงครามเคยเก็บภาษีชายโสดเพื่อเหตุผลของการส่งเสริมการเพิ่มประชากร เป็นต้น

                7.5.2  ภาษีทางตรงและภาษีทางอ้อม
                ภาษีทางตรง  คือภาษีที่ผู้เสียภาษีเป็นผู้แบกรับภาระของภาษีนั้นทั้งหมดหรือส่วนใหญ่ ไม่ สามารถผลักภาระของภาษีดังกล่าวไปให้แก่ผู้อื่น  เช่น  ผู้เสียภาษี "ต่างด้าว" นั้นไม่สามารถผลักภาระของค่าต่างด้าวนั้นไปให้แก่ผู้อื่นได้   นอกจากนี้ ภาษีทางตรงโดยทั่วไป  ได้แก่  ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีการใช้จ่ายเพื่อการบริโภค ภาษีเงินได้นิติบุคคล  ภาษีการประกันสังคม ภาษีมรดกและภาษีที่เก็บจากทุน ภาษีการให้โดยเสน่หา เป็นต้น
                ภาษีทางอ้อม  คือ  ภาษีที่ผู้เสียภาษีมิได้เป็นผู้แบกรับภาระของภาษีนั้นไว้ทั้งหมดหรือส่วนใหญ่เขาสามารถที่จะผลักภาระภาษีของเขาให้ผู้รับทั้งหมดหรือส่วนใหญ่ เช่น   รัฐบาลเก็บภาษีสรรพสามิตจากผู้ผลิตสุรา  ผู้ที่ผลิตสุราจะผลักภาระของภาษีทั้งหมดหรือส่วนใหญ่ที่เขาได้เสียให้กับรัฐบาลไปให้แก่ผู้บริโภคในรูปของการขายสุราในราคาที่แพงขึ้นเป็นต้น ตัวอย่างภาษีทางอ้อม  ได้แก่  ภาษีสินค้าขาออก  ภาษีสินค้าขาเข้า ภาษีสรรพสามิต  ภาษีการค้า  ภาษีทรัพย์สิน  อากรและแสตมป์ค่าใบอนุญาต  กำไรจากรัฐวิสาหกิจ  เป็นต้น
               
                7.5.3 วัตถุประสงค์ของการเก็บภาษีอากร
                1. เพื่อจัดหารายได้ การจัดหารายได้เป็นวัตถุประสงค์หลักของการจัดเก็บภาษีอากร  เพราะรัฐบาลมีหน้าที่โดยตรงในการบริหารประเทศ  จำเป็นต้องมีรายจ่ายจำนวนมาก  การจัดหารายได้มาเพื่อใช้จ่ายที่สำคัญที่สุดจะมาจากภาษีอากรของประชาชน  และนำไปใช้จ่ายเพื่อความผาสุกและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
                2. เพื่อประโยชน์สูงสุดในการใช้ทรัพยากรของประเทศ วัตถุประสงค์ด้านนี้หมายถึงการที่รัฐบาลใช้นโยบายการจัดเก็บภาษีในการผลิต   หรือขายสินค้าแต่ละชนิดในอัตราไม่เท่ากัน เช่น เก็บภาษีสินค้า A     สูงกว่าสินค้า B      ถ้าราคาสินค้า A     สูงกว่าราคาสินค้า B   ผู้บริโภคก็จะบริโภคสินค้า A   น้อยลงและบริโภคสินค้า มากขึ้น  ทำให้ผู้ผลิตลดการใช้ปัจจัยการผลิตสินค้า A ลง  และหันไปใช้ปัจจัยการผลิตสินค้า B เพิ่มขึ้น  ทำให้มีการกระจายการใช้ทรัพยากรที่เป็นปัจจัยการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ
                3. เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจภายในประเทศ เช่น ในช่วงที่ประเทศมีปัญหาภาวะเงินเฟ้อ  รัฐบาลจะจัดเก็บภาษีให้มากขึ้น   เพื่อเป็นการโอนรายได้จากประชาชนมาสู่ภาครัฐบาล จะทำให้การลงทุนและการบริโภคของภาคเอกชนชะลอตัวลง
                4. เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจภายนอกประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อการควบคุมการนำเข้าและการส่งเสริมการส่งออก และเพื่อการรักษาอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ รวมทั้งการแก้ปัญหาดุลการชำระเงินขาดดุล
                5. เพื่อส่งเสริมความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ  โดยการลดหย่อนการจัดเก็บภาษีเงินได้ เช่นการลงทุนภาคอุตสาหกรรม  หากมีการลดหย่อนภาษีสินค้าทุนที่นำเข้าจะช่วยส่งเสริมการผลิต  หรือการบังคับให้ประชาชนลดการบริโภคสินค้าฟุ่มเฟือยโดยจัดเก็บภาษีในอัตราที่สูง  ตลอดจนส่งเสริมให้ประชาชนออมทรัพย์ในรูปของการซื้อหลักทรัพย์เป็นต้น
                6. เพื่อให้เกิดความเสมอภาคในการกระจายรายได้  กล่าวคือรัฐบาลจะใช้มาตรการภาษีอากรในลักษณะเก็บภาษีผู้มีรายได้สูง  ในอัตราที่สูงกว่าอัตราภาษีที่จัดเก็บจากผู้ที่มีรายได้ต่ำ ก็จะช่วยทำให้การกระจายรายได้เสมอภาคมากขึ้น

                7.5.4 หลักการจัดเก็บภาษี
                เนื่องจากการจัดเก็บภาษีของรัฐบาลมีผลกระทบต่อประชาชนโดยส่วนรวม  ทั้งในเรื่องของการบริโภค  การออม  การลงทุน รัฐบาลจึงควรมีหลักการจัดเก็บที่เป็นผล  แม้ว่าการเก็บภาษีจะช่วยให้มีรายได้ในการบริหารประเทศให้มีความสงบเรียบร้อย  และมีสิ่งสาธารณะบริการประชาชนในลักษณะต่างๆก็ ตาม อดัม สมิธ  (Adam Smith) ได้อธิบายถึงแหล่งที่มาของรายได้  เพื่อใช้ในการดำเนินกิจการตามหน้าที่ของรัฐบาลว่า  เงินรายได้ที่จะนำมาใช้ในการป้องกันประเทศและค่าใช้จ่ายในราชสำนักนั้นควรจะมาจากภาษีอากร รายจ่ายในการรักษาความยุติธรรมนั้นควรจะได้รับมาจากการเก็บค่าธรรมเนียม ส่วนรายจ่ายด้านงานสาธารณะซึ่งได้แก่การสร้างท่าเรือ  สะพาน  ถนน  ควรจะได้การเก็บค่าธรรมเนียมจากผู้ได้รับประโยชน์ แต่ถ้าเป็นค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาและศาสนา  ควรจะได้รับการเก็บภาษีอากรหรือถ้าได้รับเงินบริจาคก็จะเป็นการดียิ่ง  (มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช  2539 : 74 ) และหลักการเก็บภาษีอากรควรจะยึดหลักดังต่อไปนี้คือ
                1. หลักความยุติธรรม  เป็นที่ยอมรับกันว่าหลักการเก็บภาษีอากรตามความสามารถในการเสียภาษีจะเป็นหลักที่ทำให้เกิดกระบวนการยุติธรรม  คือ ผู้ใดได้รับบริการจากรัฐบาลมากก็สมควรต้องเสียภาษีให้แก่รัฐสูงกว่าผู้ที่ได้รับบริการจากรัฐน้อย นอกจากนี้ ยังอาจหมายถึงการที่ผู้มีรายได้สูงก็ควรเสียภาษีให้แก่รัฐสูงกว่าผู้ที่มีความสามารถในการเสียภาษีต่ำกว่า
                2. หลักความแน่นอน  คือ  ควรมีความแน่นอนเกี่ยวกับวิธีการจัดเก็บ ระยะเวลาในการจัดเก็บ  สถานที่จัดเก็บ  เป็นต้น จะทำให้ผู้เสียภาษีรู้ภาระหน้าที่ของตนว่าในช่วงใดต้องยื่นแบบเสียภาษีอากร เสียในอัตราเท่าใดของรายได้ของตนและทั้งฝ่ายรัฐบาลเองก็สามารถกะประมาณรายได้จากภาษีอากรที่จะสามารถจัดเก็บได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการประมาณรายรับรายจ่ายต่อไป
                3.  หลักความสะดวก ภาษีอากรที่ดีควรอำนวยความสะดวกแก่ผู้เสียภาษี   เช่น  กำหนดให้มีการผ่อนชำระภาษีได้หากจำนวนเงินภาษีที่ต้องชำระมีจำนวนมาก  หรือการอนุโลมให้ผู้เสียภาษีสามารถเสียภาษี  ณ  หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ รวมถึงการกำหนดระยะเวลาชำระภาษีที่ยาวนาน เป็นต้น เพื่อที่จะมีเวลาให้ผู้เสียภาษีได้คิดคำนวณและสามารถหาเงินมาชำระภาษีได้
                4. หลักการประหยัด  บางครั้งการจัดเก็บภาษีในจำนวนเพียงเล็กน้อยแต่กระบวนการจัดเก็บยุ่งยาก ใช้เวลาหรือใช้แรงงานมากเกินไป ย่อมไม่คุ้มค่ากับจำนวนภาษีที่เก็บมาได้  จึงควรมีการประหยัดในการบริหารจัดเก็บภาษีด้วย

7.5.5 อัตราภาษี
                อัตราภาษี  หมายถึง  สัดส่วนที่ถูกกำหนดให้จัดเก็บเป็นภาษี  เมื่ออัตราภาษีไปคูณกับฐานภาษีจะได้จำนวนภาษีที่ต้องเสีย  อัตราภาษีมี 3 แบบได้แก่
                1. อัตราคงที่ (Fixed  Rate)เป็นการกำหนดสัดส่วนการจัดเก็บต่อฐานภาษีแบบคงที่ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามขนาดของรายได้ เช่น  ภาษีมูลค่าเพิ่มของประเทศไทยในปี 2542-ปัจจุบันให้เก็บจากมูลค่าที่เพิ่มของขั้นตอนการผลิตเป็นร้อยละ 7  หมายความว่า ไม่ว่าช่วงของการผลิตนั้นจะมีมูลค่าเพิ่มมากหรือน้อยก็ต้องชำระภาษีร้อยละ 7 เท่ากัน หรือภาษีที่เก็บจากรายได้ประเภทดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร ไม่ว่าผู้มีเงินฝากจะได้รับดอกเบี้ยเท่าใดต้องเสียภาษีร้อยละ 15 เท่ากันทุกราย เป็นต้น
2. อัตราก้าวหน้า (Progressive  Rate) เป็นอัตราภาษีที่เปลี่ยนแปลงไปในทางเดียวกับฐานภาษี นั่นคือถ้ารายได้มากขึ้นต้องเสียภาษีในอัตราสูงสุด แต่ถ้ารายได้ลดลงก็เสียในอัตราภาษีที่ลดลง
3. อัตราถอยหลัง อัตราภาษีที่จัดเก็บหลายอัตรา  แต่ตรงกันข้ามกับอัตราก้าวหน้า  คือ อัตราภาษีจะต่ำลงเมื่อฐานภาษีสูงขึ้น  อัตราภาษีชนิดนี้หากพิจารณาจะพบว่าขัดกับหลักความยุติธรรม เพราะไม่ได้เป็นการจัดเก็บตามความสามารถในการเสียภาษี เช่น ภาษีบำรุงท้องที่

7.6  หนี้สาธารณะ
                หนี้สาธารณะ  หมายถึง ข้อผูกพันของรัฐบาลซึ่งเกิดจากการกู้ยืมโดยตรง  และการค้ำประกันเงินกู้โดยรัฐบาล  รวมทั้งเงินปริวรรตที่รัฐบาลรับรอง หนี้สาธารณะแบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะ  คือ  หนี้ภายในประเทศและหนี้ต่างประเทศ (เกริกเกียรติ พิพัฒน์เสรีธรรม 2538 : 420) ในการก่อหนี้ของรัฐบาลโดยเฉพาะการกู้เงินจากต่างประเทศนั้นรัฐบาลจะจัดทำแผนการก่อหนี้จากต่างประเทศประจำปี และแผนดังกล่าวจะต้องตอบสนองแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติในช่วงนั้นๆ รวมทั้งต้องสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ช่วยสร้างความสมดุลในการพัฒนาประเทศทั้งด้านการรักษาระดับความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพ ช่วยลดช่องว่างความเจริญระหว่างเมืองกับชนบทและนำไปสู่การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ คุณภาพชีวิต  และสิ่งแวดล้อม ซึ่งความรับผิดชอบของรัฐบาลที่มีต่อประชาชนของประเทศ อาจวิเคราะห์ได้จากความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างภาคเอกชนกับภาครัฐบาล  ซึ่งมีความซับซ้อนมากโดยเฉพาะการกู้ยืมและการชำระหนี้ทั้งในและต่างประเทศ
                รัฐบาลอาจก่อหนี้สาธารณะด้วยความจำเป็นซึ่งมีทั้งผลดีและผลเสียดังนี้
 (เทิดศักดิ์  ศรีสุรพล และคณะ 2538 : 164-165)
                1. การกู้ยืมของรัฐบาล  แสดงถึงฐานะที่ไม่มั่งคง รัฐบาลไร้ความสามารถในการหารายได้มาให้เพียงพอกับรายจ่าย เป็นการสร้างภาระหนี้สินไว้ให้เป็นภาระแก่คนรุ่นหลัง
                2. ถ้าหากเป็นการกู้ภายในประเทศที่ไม่เป็นภาระมากจะเป็นประโยชน์ เพราะทรัพยากรยังอยู่ภายในประเทศไม่รั่วไหลไปไหน แต่ก็ควรระมัดระวังเช่นกัน              
                3. ถ้าหากเป็นการกู้ยืมเงินที่เป็นภาระแก่คนรุ่นหลังนั้น อาจไม่ถูกต้องทั้งหมด เพราะถ้าหากเป็นการกู้ยืมเพื่อการลงทุนในกิจการสาธารณะประโยชน์ ก็จะเป็นการนำความกินอยู่ดีมาในภายหลังได้
               
                 อย่างไรก็ตามหนี้สาธารณะจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศเสมอ แต่อาจจะมีผลกระทบมากหรือน้อยแตกต่างกัน  ขึ้นอยู่กับแหล่งที่มาของเงินกู้ และลักษณะการใช้จ่าย ถ้าเป็นการกู้จากประชาชนจะมีผลต่อการบริโภคและการลงทุน  จากการกู้สถาบันการเงินถ้ามากเกินไปอาจมีผลต่อภาวะเงินตึง  คือ  เงินในระบบสถาบันการเงินมีไม่เพียงพอแก่การลงทุนของภาคเอกชนส่วนการกู้จากต่างประเทศแม้ว่าจะทำให้มีการจ้างแรงงานและรายได้สูงขึ้นในระยะแรก แต่เมื่อถึงกำหนดชำระทำให้รายได้ของประเทศลดน้อยลง  จนเกิดปัญหาก็ได้






                ตารางที่ 7.4 ยอดหนี้ของรัฐบาลภายในประเทศคงค้าง  ณ  เมษายน 2550

ประเภทการกู้
สินงวดมกราคม 2550
พันธบัตรรัฐบาล
ตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุล
ตั๋วเงินคลัง
เงินกู้อื่นๆ
รวมทั้งสิ้น
1,671,065
81,545
10,000
187,020
0
1,949,610
                   
               







                ที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย (ออนไลน์): 2550

                ตารางที่ 7.5 หนี้ต่างประเทศคงค้าง  ณ  29 กันยายน 2549

(ล้านเหรียญสหรัฐ)
แหล่งเงินกู้
กู้โดยตรง
ค้ำประกัน
ไม่ค้ำประกัน
รวมทั้งสิ้น
จำนวนเงิน
ร้อยละ
จำนวนเงิน
ร้อยละ
จำนวนเงิน
ร้อยละ
จำนวนเงิน
ร้อยละ
1.สถาบันการเงินระหว่างประเทศ
644.63
10.53
29.70
0.45
-
-
674.33
4.31
    1.1 ธนาคารโลก (IBRD)
463.94
7.58
-
-
-
-
463.94
2.96
    1.2ธนาคารพัฒนาเอเซีย (ADB)
180.69
2.95
29.70
0.45
-
-
210.39
1.34
2.รัฐบาลต่างประเทศ
1,982.44
32.38
5,742.21
87.20
-
-
7,724.65
49.34
    2.1รัฐบาลสหรัฐอเมริกา (AID)
59.06
0.96
4.25
0.06
-
-
63.31
0.40
แหล่งเงินกู้
กู้โดยตรง
ค้ำประกัน
ไม่ค้ำประกัน
รวมทั้งสิ้น
จำนวนเงิน
ร้อยละ
จำนวนเงิน
ร้อยละ
จำนวนเงิน
ร้อยละ
จำนวนเงิน
ร้อยละ
    2.2ธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JBIC)
1,826.71
29.83
5,542.88
84.17
-
-
7,369.59
47.07
    2.3สถาบันเครดิตเพื่อการบูรณะและพัฒนาแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน (KfW)
54.16
0.88
168.67
2.56
-
-
222.83
1.42
    2.4 อื่นๆ
42.51
0.69
26.41
0.40
-
-
68.92
0.44
3.ตลาดเงินทุนต่างประเทศ
3,429.13
56.00
616.65
9.36
2,946.21
99.99
6,991.99
44.66
    3.1Syndication (Including swap agreement)
1,595.21
26.05
316.65
4.81
936.70
31.79
2,848.56
18.20
    3.2 Bonds, Notes, MTN, FRN
1,443.92
23.58
300.00
4.56
658.44
22.35
2,402.36
15.35
    3.3 Asset Base Financing
-
-
-
-
1,351.07
45.85
1,351.07
8.63
    3.4 Euro Commercial Paper
390.00
6.37
-
-
-
-
390.00
2.49
4.สินเชื่อเพื่อการส่งออก (Export Financing)
66.99
1.09
62.30
0.95
0.44
0.01
129.73
0.83
    4.1 Supplier's Credit
-
-
-
-
-
-
-
-
    4.2 Buyer's Credit
-
-
8.58
0.13
-
-
8.58
0.05
    4.3 Bank's Credit
66.99
1.09
53.72
0.82
0.44
0.01
121.15
0.77
5.แหล่งเงินกู้อื่นๆ
-
-
134.50
2.04
-
-
134.50
0.86

หมายเหตุ                ที่มา : สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง (เข้าถึงเมื่อ วันที่ 14 มกราคม 2551)

7.7  รายจ่ายของรัฐบาล
                รายจ่ายหรือการใช้จ่ายของรัฐบาลที่สำคัญและเห็นได้ชัดเจนได้แก่ รายจ่ายเพื่อการจัดซื้อสินค้าหรือบริการและรายจ่ายด้านการโอนเงิน ในทัศนะของเคนส์ รัฐบาลเป็นผู้ซื้อหาสินค้าโดยตรงเช่นเดียวกับหน่วยธุรกิจทั่วไป   เช่นการจัดหาทรัพยากรเพื่อใช้ในการบริหารประเทศ ซึ่งนับว่าเป็นรายการที่มีขนาดใหญ่มาก และรายจ่ายด้านเงินโอนก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับกรณีเร่งด่วนบางประการ  เช่นการช่วยเหลือคนว่างงานเพื่อให้เขามีอำนาจซื้อเพิ่มขึ้น  ซึ่งอำนาจซื้อหรืออุปสงค์เหล่านี้จะช่วยสร้างผลผลิตขึ้น ได้  เพราะเมื่อมีผู้ต้องการสินค้า  ผู้ผลิตย่อมพร้อมที่จะผลิตสินค้าด้วย (Ralph  T.  Byrns and Gerald W.  Stone  1992 : 228) ปัจจุบันรัฐบาลของทุกประเทศให้ความสำคัญของการใช้จ่ายของภาครัฐบาลเพราะเป็นการดำเนินนโยบายเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ  ไม่ว่าจะเป็นการมีโครงการอาหารกลางวันตามโรงเรียน  การสร้างสวนสาธารณะ  การสร้างถนน  การดูแลเรื่องสุขภาพของประชาชน การสร้างที่อยู่อาศัย การคมนาคมขนส่ง  และทรัพย์สินสาธารณะอื่นๆ
                ซึ่งในการที่รัฐบาลจะใช้จ่ายเงินประเภทใดๆได้ จะต้องตราเป็นกฎหมายอย่างชัดเจน คือ พระราชบัญญัติงบประมาณแผ่นดิน โดยจำแนกรายจ่ายตามโครงสร้างแผนงานด้านต่างๆ เช่น ด้านการเกษตร การอุตสาหกรรมและเหมืองแร่ การคมนาคม การพาณิชย์ การวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การศึกษา การสาธารณสุข  การบริการสังคม  การบริหารประเทศ  การรักษาความสงบภายใน  เป็นต้น

                7.7.1 วัตถุประสงค์ของการใช้จ่ายของรัฐบาล
                นอกเหนือจากรายการใช้จ่ายของรัฐบาลเพื่อบริหารประเทศ  การรักษาความสงบภายในประเทศและการจัดรักษาความมั่นคงของชาติแล้ว การใช้จ่ายของรัฐบาลยังมีวัตถุประสงค์เชิงเศรษฐศาสตร์  ดังที่ รัตนา  สายคณิต  (2537 : 166-167) สรุปไว้ดังนี้
                1. เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศทั้งภายในและภายนอกประเทศ การรักษาเสรีภาพภายในประเทศ เช่น รัฐบาลอาจเพิ่มรายจ่ายให้สูงขึ้นหากเห็นว่าอุปสงค์รวมภายในประเทศลดลง ซึ่งจะมีผลทำการผลิตสินค้าดำเนินต่อไปได้ เกิดการจ้างแรงงานเพิ่มขึ้น และหากในช่วงใดที่อุปสงค์รวมของประเทศสูงเกินไป รัฐบาลก็ควรลดการใช้จ่ายลงเพื่อชะลอการเพิ่มของอุปสงค์รวม
                ในด้านเสถียรภาพภายนอกประเทศ  เช่น  กรณีดุลการชำระเงินขาดดุลรัฐบาลจะลดรายจ่ายในการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ ซึ่งมีผลทำให้การนำเข้าลดลง  ดุลการชำระเงินของประเทศก็จะดีขึ้น
                2. เพื่อเร่งรัดความจำเริญทางเศรษฐกิจ  โครงการลงทุนบางโครงการที่อัตราผลตอบแทนต่ำขาดผู้สนใจจะลงทุน  รัฐบาลจำเป็นต้องใช้จ่ายลงทุนเองโดยเฉพาะโครงการก่อสร้างพื้นฐาน เพื่อกระตุ้นให้มีการผลิตสินค้ามากขึ้น หรืออาจให้ทุนอุดหนุนอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก เป็นต้น
                3. เพื่อให้มีการกระจายรายได้ เช่นโครงการใช้จ่ายเงินของรัฐบาลเพื่อพัฒนาปรับปรุงชุมชนชนบท เพื่อให้ประชาชนมีการกินดีอยู่ดีขึ้น หรือการใช้จ่ายเพื่อจัดหาที่ดินเพื่อเกษตรกรได้มีที่ทำกินตลอดจนการจัดสร้างที่อยู่อาศัยให้ประชากรตามชุมชนแออัด  เป็นต้น



                7.7.2 รายจ่ายของรัฐบาลกับงบประมาณแผ่นดิน
                งบประมาณแผ่นดินเป็นแผนการหารายรับของรัฐบาล และการใช้จ่ายของรัฐบาล ในส่วนรายจ่ายของรัฐบาลนั้นนับว่ามีความสำคัญยิ่งต่อชีวิตประจำวันของประชาชนทุกคน   ซึ่งมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยตรง เช่น ประชาชนจะได้รับบริการอะไรบ้างจากรัฐบาล ได้รับในปริมาณที่พอเพียงและมีคุณภาพหรือไม่ ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพในการใช้จ่ายของรัฐบาล   หากรายจ่ายของรัฐบาลสูงกว่ารายได้ที่หาได้ รัฐบาลอาจต้องกู้ยืม อันจะก่อให้เกิดผลต่อปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจ ตลอดจนเป็นการสร้างภาระหนี้สินแก่ประชาชนอีกด้วย
                ผลจากการใช้จ่ายของรัฐบาลที่ปรากฏในงบประมาณแผ่นดิน ที่มีต่อระบบเศรษฐกิจจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับลักษณะของงบประมาณว่าจะจัดงบประมาณแบบสมดุล  ขาดดุล หรือเกินดุล
               
                งบประมาณสมดุล  หมายถึง  การที่รัฐบาลมีรายจ่ายเท่ากับรายได้ที่ได้รับพอดี
                งบประมาณขาดดุล   หมายถึง  การที่รายจ่ายของรัฐบาลสูงกว่ารายได้ของรัฐบาล
                งบประมาณเกินดุล  หมายถึง  การที่รายจ่ายของรัฐบาลต่ำกว่ารายได้ของรัฐบาล
















ตารางที่ 7.6  รายได้ของรัฐบาลจำแนกตามประเภทรายได้
                                                                                                                                (ล้านบาท )
(Millions of Bath)
2544
2001
2545
2002
2546
2003
2547
2004   (ก.ค.)
Tax revenue/รายได้ภาษี
Taxes  on  income  and  profits :/ ฐานรายได้
 Personal / ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
Corporate / ภาษีเงินได้นิติบุคคล
Petroleum income tax / ภาษีปิโตรเลียม
Taxes on consumption / ฐานการบริโภค
Business tax / ภาษีการค้า
VAT / ภาษีมูลค้าเพิ่ม
Specific  business tax / ภาษีดุลกิจเฉพาะ
Excise taxes / ภาษีสรรพสามิต
Taxes on international trade / ฐานการค้าระหว่างประเทศ
Import duties / อากรขาเข้า
Export duties / อากรขาออก
Other Taxes / ภาษีอื่นๆ
Nontax revenue / รายได้ที่มิใช่ภาษี
State Enterprises / รัฐพาณิชย์
Other / อื่นๆ
Total revenue / รายได้รวม  
694,462
254,089
97,033
140,098
16,957
327,802
133
126,804
13,143
187,722
91,496

91,403
93
21,075
81,340
52,271
29,096
775,802
785,574
286,019
104,912
162,415
18,691
379,716
101
147,228
12,960
219,426
98,291

98,116
175
21,549
91,327
56,108
35,218
876,901
902,579
346,608
116,608
208,211
22,298
421,466
86
150,457
12,727
258,196
109,842

109,628
214
24,663
110,009
54,532
55,476
1,012,588
74,076
17,634
9,141
8,493
0
43,062
3
18,590
1,888
22,582
9,097

9,071
26
4,283
8,293
2,758
5,535
82,369

                ที่มา ธนาคารแห่งประเทศไทย(ออนไลน์) 2550

7.8  งบประมาณแผ่นดิน
                เป็นแผนงานที่ประกอบด้วยรายการสำคัญสองส่วนคือ   ส่วนที่เป็นรายรับและส่วนที่เป็นรายจ่ายในรอบระยะเวลาโดยทั่วไปคือ   1  ปี  จึงมักเรียกว่างบประมาณประจำปี โดยปีงบประมาณของรัฐบาลไทยจะเริ่มต้นวันที่ 1  ตุลาคม  ของปีหนึ่งปี  ถึงวันที่ 30 กันยายนของปีถัดไป  เช่นงบประมาณของปี  2549 จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1  ตุลาคม 2548 ถึงวันที่ 30 กันยายน  2549เป็นต้น
                เนื่องจากงบประมาณแผ่นดินเป็นแผนงานที่รัฐบาลกำหนดไว้ว่าจะดำเนินการในแต่ละปีทั้งด้านรายได้และรายจ่าย    รายจ่ายจะเป็นส่วนประกอบที่สำคัญ   จำเป็นต้องมีการวางแผนไว้อย่างชัดเจนล่วงหน้า เพื่อที่จะเป็นตัวกำหนดรายได้ด้วย กล่าวคือ เมื่อรู้ว่าจะใช้จ่ายไปในด้านใดบ้าง  เป็นจำนวนเท่าใด ก็จำเป็นต้องหารายได้เพื่อใช้จ่ายตามแผนที่วางไว้ให้ได้ นอกจากนี้การวางแผนงบประมาณไว้ล่วงหน้า  จะทำให้สามารถคาดคะเนภาวะเศรษฐกิจได้อีกด้วย
                การทำงบประมาณแผ่นดินจึงมีประโยชน์ช่วยให้รัฐบาลบริหารการคลังได้มีประสิทธิภาพขึ้นหรืออย่างน้อยก็มีขอบข่ายของการบริหารรายได้ที่ชัดเจนในแต่ปี  เมื่อรัฐบาลได้จัดทำงบประมาณแล้วจะทำให้ทราบได้ว่าต้องพยายามจัดเก็บภาษีเท่าใดเพื่อให้ได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ในงบประมาณทางด้านรายจ่าย รัฐบาลต้องควบคุมการใช้จ่ายให้เป็นไปตามที่กำหนดเช่นเดียวกัน

                7.8.1 ความสำคัญของงบประมาณ
                งบประมาณมีความสำคัญต่อการบริหารงานของรัฐบาลทั้งในทางเศรษฐกิจและทางการเมือง  สรุปได้ดังนี้ (อเนก  เธียรถาวร  2539 : 164)
                1. เป็นเอกสารทางเศรษฐกิจที่สำคัญ  ซึ่งจะสะท้อนให้เห็นนโยบายการคลังของรัฐบาลแต่ละยุคสมัย
                2. เป็นเครื่องมือที่ดี ที่จะช่วยประกอบการคาดคะเนสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ และการคลังของประเทศเมื่อประเทศใช้งบประมาณไปแล้ว
                3. เป็นเครื่องในการวางแผนดำเนินงานของรัฐบาล  ว่าจะมีรายได้จากทางใด  เป็นจำนวนเท่าใด และควรใช้จ่ายเพื่อการใดเป็นจำนวนเท่าใด
                4. เป็นเครื่องมือที่ฝ่ายนิติบัญญัติใช้ควบคุมฝ่ายบริหาร  โดยเป็นผู้พิจารณาร่างงบประมาณประจำปีที่รัฐบาลเสนอ
                5. เนื่องจากการจัดเก็บภาษีและการใช้จ่ายเงินตามงบประมาณของรัฐบาลมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ  จึงต้องได้รับการอนุมัติจากรัฐสภาและประกาศใช้เป็นพระราชบัญญัติเพื่อควบคุมให้รัฐบาลเก็บภาษีและใช้จ่ายเงินไปตามรายการที่ได้รับอนุมัติเท่านั้น

                7.8.2 การจัดทำงบประมาณ
                ในกระบวนการของงบประมาณหรือวงจรงบประมาณ จะเริ่มต้นจากการจัดทำหรือเตรียมงบประมาณตั้งแต่หน่วยงานที่เป็นผู้ปฏิบัติงานขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปี  ไปจนถึงคณะรัฐมนตรีอนุมัติและนำเสนอต่อรัฐสภาเพื่อพิจารณาอนุมัติร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี   ในการจัดทำจะเริ่มจากการแจ้งให้หน่วยงานจัดทำงบประมาณประจำปี พร้อมทั้งแจ้งให้กระทรวงทราบถึงนโยบายของรัฐบาลและสั่งการให้แต่ละหน่วยงานทำคำของบประมาณตามกำหนดระยะเวลาที่ ได้กำหนดไว้ตามปฏิทินของปีงบประมาณ  สำหรับหน่วยงานที่มีหน้าที่หารายได้ ก็จะต้องประมาณการรายได้ที่คาดว่าจะได้รับด้วย ซึ่งหน่วยงานต่างๆ จะต้องดำเนินการตามนโยบายที่รัฐบาลกำหนด
                การกำหนดนโยบายงบประมาณประจำปี ในการจัดทำงบประมาณแต่ละปีจะต้องมีการกำหนดการหารายได้ และการใช้จ่ายต่างๆ ให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล  และฐานะการเงินการคลังและภาวะเศรษฐกิจของประเทศ โดยปกติวงเงินตามคำของบประมาณของหน่วยงานต่างๆ จะมีจำนวนที่สูงมาก  ดังนั้นปัญหาสำคัญก็คือ  จะกำหนดวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีเป็นจำนวนเท่าใดจึงจะ เหมาะสมที่สุด ในการพิจารณาการกำหนดวงเงินงบประมาณนั้น รัฐบาลจะพิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่มี  หน้าที่ดูแลทางเศรษฐกิจ   4  หน่วยงานคือ สำนักงบประมาณ สำนักเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (วิมล  ชาตะมีนา  2541 95 )  ในการกำหนดวงเงินงบประมาณรายจ่ายนั้น  จะพิจารณาถึงประมาณการรายรับและฐานะการคลังของรัฐบาลประกอบเพื่อให้ได้วงเงินงบประมาณเพื่อให้ได้วงเงินงบประมาณที่เหมาะสมแล้วนำเสนอรัฐสภา

                7.8.3 การบริหารงบประมาณ
                เมื่อพระราชบัญญัติงบประมาณผ่านการอนุมัติของรัฐสภาและประกาศให้เป็นกฎหมายแล้ว  ก็ถึงขั้นตอนที่จะนำเงินงบประมาณไปใช้จ่าย   ในขั้นตอนของการใช้งบประมาณนี้ถือว่าเป็นขั้นตอนของการบริหารงบประมาณ  ซึ่งแบ่งเป็น  2  ส่วนคือ  การทำงานของหน่วยราชการหรือรัฐวิสาหกิจที่ได้รับงบประมาณ  และการทำงานของสำนักงบประมาณ
                1. ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจที่ใช้งบประมาณ  สำหรับหน่วยงานหรือรัฐวิสาหกิจที่ได้รับงบประมาณก็จะทำการเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อไปทำงานตามแผนและโครงการต่างๆ ที่ได้ของบประมาณไว้ โดยจะต้องทำแผนการใช้จ่ายและขอเงินประจำงวดจากสำนักงบประมาณก่อน
                เมื่อได้รับอนุมัติจากสำนักงานงบประมาณและทำการใช้จ่ายตามแผนงานหรือโครงการแล้ว  หน่วยงานจะต้องทำบัญชีรับจ่ายเงินงบประมาณแผ่นดินโดยส่งหลักฐานการใช้จ่ายเพื่อให้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินทำการตรวจสอบและทำรายงานผลการปฏิบัติงานให้สำนักงบประมาณทราบ
                2. การทำงานของสำนักงบประมาณ     สำนักงบประมาณจะทำหน้าที่ควบคุมดูแลการใช้จ่ายเงินของหน่วยงานต่างๆ ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี และการใช้จ่ายเงินให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบต่างๆ เกี่ยวกับการใช้เงินงบประมาณแผ่นดิน
                สำนักงบประมาณจะทำการวิเคราะห์และอนุมัติคำขอบประมาณประจำงวดของหน่วยงานต่างๆ โดยพิจารณาให้เป็นไปตามแผนงานหรือโครงการที่ได้เสนอไว้  ในกรณีที่หน่วยงานของเปลี่ยนแปลงรายการดังกล่าว  จะต้องคำนึงถึงประสิทธิภาพการใช้จ่าย นโยบายของรัฐบาล  และกฎระเบียบที่ดูแล  การใช้จ่ายเงินงบประมาณ

                7.8.4 การควบคุมงบประมาณ
                ในด้านการควบคุมงบประมาณนั้น หลังจากหน่วยงานราชการหรือรัฐวิสาหกิจได้รับอนุมัติงบประมาณหรือลงมือปฏิบัติแล้ว  ในการควบคุมการใช้จ่ายเงินงบประมาณ ก็จะแบ่งขั้นตอนการควบคุมการใช้เงินงบประมาณเป็น  2  ขั้นตอนด้วยกันคือ การควบคุมของส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจที่ได้รับงบประมาณ และสำนักงบประมาณ
                1.  การควบคุมส่วนราชการที่ได้รับงบประมาณเมื่อส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจที่ได้รับอนุมัติงบประมาณการใช้จ่ายจากสำนักงานงบประมาณแผ่นดินแล้ว ก็จะทำการใช้จ่ายดำเนินการต่างๆ ตามรายละเอียดของงบประมาณที่ได้ตั้งไว้ อย่างไรก็ตามในการใช้จ่ายเงินของส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจเหล่านั้นก็จะต้องควบคุมดูแลการใช้จ่ายเงินงบประมาณให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด โดยการใช้จ่ายเงินตามระเบียบแบบแผนที่กำหนดไว้ หลังจากนั้นจะต้องรายงานการจัดซื้อจัดจ้างให้สำนักงานงบประมาณทราบ ในขณะเดียวกันก็จะต้องส่งหลักฐานการใช้จ่ายเงินให้แก่สำนักงานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินเพื่อที่จะได้ทำการตรวจสอบความถูกต้องต่อไป
                2. การควบคุมของสำนักงบประมาณในส่วนของสำนักงบประมาณก็มีหน้าที่ควบคุมการใช้จ่ายเงินงบประมาณที่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจได้ใช้จ่ายไป โดยสำนักงบประมาณจะติดตามประเมินผลการปฏิบัติงานตามแผนงานหรือโครงการที่หน่วยงานต่างๆ ได้ทำและใช้จ่ายเงินงบประมาณแผ่นดินไปนั้นได้ผลเป็นอย่างไร กล่าวคือ จะพิจารณาว่า สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ของแผนงานหรือโครงการที่ได้ตั้งไว้หรือไม่  ในการทำงานนั้นจะมีปัญหาอุปสรรคอย่างไร และได้ผลตอบแทนหรือผลประโยชน์อย่างไร เพื่อที่จะเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาตั้งงบประมาณในปีต่อไป หรือปรับปรุงวิธีการจัดสรรหรือการควบคุมการใช้งบประมาณแผ่นดินต่อไป



ตารางที่ 7.7 งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ  2551
                                  (บาท)
กระทรวง
งบประมาณ
สำนักนายกรัฐมนตรี
13,579,664,800
กระทรวงกลาโหม
143,518,901,100
กระทรวงการคลัง
180,496,557,800
กระทรวงการต่างประเทศ
7,587,338,300
กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
3,656,931,400
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
9,129,797,700
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
65,193,277,600
กระทรวงคมนาคม
65,679,768,900
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
18,819,285,600
กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
3,845,424,800
กระทรวงพลังงาน
2,465,272,000
กระทรวงพาณิชย์
6,152,726,000
กระทรวงมหาดไทย
190,930,145,300
กระทรวงยุติธรรม
14,451,603,400
กระทรวงแรงงาน
26,162,525,900
กระทรวงวัฒนธรรม
4,371,095,800
กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
8,349,970,800
กระทรวงศึกษาธิการ
301,085,158,200
กระทรวงสาธารณสุข
65,434,785,300
กระทรวงอุตสาหกรรม
5,080,962,800
ส่วนราชการไม่สังกัด สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงหรือทบวง
78,901,467,800
หน่วยงานอิสระตามรัฐธรรมนูญ
19,384,710,300
รัฐวิสาหกิจ
56,209,078,700
สภากาชาดไทย
1,910,039,000
กองทุนและเงินทุนหมุนเวียน
124,828,925,900
งบกลาง
242,774,584,800
รวม
1,660,000,000,000

ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กระทรวงการคลัง เข้าถึงเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2551

7.9  นโยบายการคลัง
            นโยบายการคลัง (Fiscal Policy)  คือ นโยบายของรัฐบาลที่เกี่ยวข้องกับรายได้จากการเก็บภาษีอากรและการใช้จ่ายของรัฐบาล  และถือเป็นเครื่องมือสำคัญชนิดหนึ่งในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ เช่น กรณีเกิดปัญหาการว่างงาน ภาวะเงินเฟ้อ ตลอดจนราคาสินค้าสูงหรือต่ำเกินไป นโยบายการคลังที่ดำเนินการโดยทั่วไปได้แก่ (รัตนา สายคณิต  2537 : 167)
                1. การเปลี่ยนแปลงอัตราภาษี ทั้งทางด้านการเพิ่มหรือลดอัตราภาษี กล่าวคือ รัฐบาลอาจเพิ่มอัตราภาษีสินค้านำเข้าเพื่อให้สินค้ามีราคาขายในประเทศแพงขึ้น การซื้อสินค้าเข้าจะลดลงและผู้บริโภคก็อาจหันมาซื้อสินค้าที่ผลิตในประเทศมากขึ้น  ซึ่งก็จะกระตุ้นให้ผู้ผลิตลงทุนมากขึ้น ทางด้านลดอัตราภาษี เช่น การลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจะมีผลทำให้ผู้มีเงินได้เสียภาษีน้อยลง รายได้สุทธิส่วนบุคคลจะมีมากขึ้น  ประชาชนก็จะมีอำนาจซื้อมากขึ้น เป็นการกระตุ้นอุปสงค์รวมของเศรษฐกิจและมีผลต่อการลงทุนเพิ่มต่อไป
                2. การเปลี่ยนแปลงปริมาณการใช้จ่ายของรัฐบาล กล่าวคือ หากรัฐบาลต้องการเพิ่มอุปสงค์รวมโดยไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงอัตราภาษี ก็อาจใช้วิธีเพิ่มรายจ่ายของรัฐบาลในการซื้อสินค้าและบริการให้สูงขึ้น อุปสงค์รวมของระบบเศรษฐกิจก็จะสูงขึ้น เพราะประชาชนมีรายได้จากการขายสินค้าและบริการให้รัฐบาล หรือในทางตรงกันข้ามรัฐบาลต้องการลดอุปสงค์รวมก็สามารถทำได้โดยการลดรายจ่ายของรัฐบาล
                3. การขยายอุปทานรวมของสินค้าและบริการ จากนโยบาย 2 ประการ เป็นการเปลี่ยนแปลงทางด้านอุปสงค์   นโยบายการคลังสามารถนำมาใช้เพื่อขยายอุปทานรวมได้อีกด้วย เพราะอุปทานรวมจะเพิ่มขึ้นก็ต่อเมื่อผู้ผลิตขยายการผลิตและการลงทุนเพิ่ม  ดังนั้น รัฐบาลอาจลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพื่อกระตุ้นให้เกิดแรงจูงใจแก่ประชาชนต้องการทำงานมากขึ้น เพราะเสียภาษีลดลง รายได้ของประชาชนก็จะเพิ่มขึ้น การออมย่อมเพิ่มขึ้นด้วย เงินออมก็จะเป็นแหล่งที่มาของการลงทุนต่อไป
                กรณีการลดการใช้จ่ายของรัฐบาล จะมีผลให้ลดระดับการเข้าแทรกแซงกิจกรรมทางเศรษฐกิจของภาคเอกชน เป็นการสร้างบรรยากาศให้แก่ภาคเอกชน การลงทุนภาคเอกชนก็จะเพิ่มขึ้นและช่วยลดปัญหาเงินเฟ้อและการว่างงาน เสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศจะดีขึ้น





7.10  การสรุป
                การคลังสาธารณะ  เป็นการบริหารงานของรัฐบาลในลักษณะเป็นแนวทางในการจัดสรรการใช้ทรัพยากรของสังคม ตามที่แต่ละระบบเศรษฐกิจจะกำหนดขึ้นเพื่อปฏิบัติ  การจัดการการคลังสาธารณะโดยทั่วไปจะเกี่ยวข้องกับการจัดทำแผนงบประมาณ รายรับ รายจ่ายของรัฐบาล โดยอาศัยตัวแปรที่สำคัญ เช่น ภาษีอากร งบประมาณแผ่นดิน หนี้สาธารณะ 
             นโยบายการคลัง  เป็นนโยบายที่รัฐบาลจัดเก็บรายได้จากภาษีอากรและการใช้จ่ายของรัฐบาล ซึ่งเป็นเครื่องมือเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ เช่น กรณีเกิดปัญหาการว่างงาน  ภาวะเงินเฟ้อ ตลอดจนราคาสินค้าสูงหรือต่ำเกินไป  โดยมีมาตรการในการเปลี่ยนแปลงอัตราภาษี  ทั้งทางด้านเพิ่มหรือลดอัตราภาษีการเปลี่ยนแปลงปริมาณการใช้จ่ายของรัฐบาล และมาตรการขยายอุปทานรวมของสินค้าและบริการ เป็นต้น
 


















แบบฝึกหัดบทที่  7

1.  แบบประเมินผลภายหลังเรียนจบในบทที่  7
     วัตถุประสงค์ เพื่อประเมินผลความรู้และความเข้าใจของผู้เรียนเกี่ยวกับเรื่องที่เรียนบทที่ 7
      คำแนะนำ    จงอ่านคำถามต่อไปนี้แล้วทำเครื่องหมาย X ลงในกระดาษคำตอบที่เห็นว่า
             ถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียว โดยใช้เวลา 20 นาที
       1.  การคลังสาธารณะ โดยทั่วไปได้มีบทบาททางด้านใดมากที่สุด
การกำหนดรายได้                   ขการกำหนดรายจ่าย               ค. การจัดเก็บภาษี                      
การกู้เงินมาใช้หนี้                    .  การจัดทำงบประมาณแผ่นดิน
       2.  การคลังของรัฐ ข้อใดรัฐบาลปัจจุบันให้ความสำคัญมากที่สุด
รายได้ของรัฐบาล                   ขรายจ่ายของรัฐบาล                ค. หนี้สาธารณะ                      
งบประมาณแผ่นดิน                .  นโยบายการคลัง
       3.  หลักการจัดเก็บภาษีอากรของรัฐบาล ข้อใดกล่าวได้ถูกต้องที่สุด
หลักความยุติธรรม                 ขหลักการประหยัด                 ค. หลักความเสมอภาค                      
.   หลักความสะดวก                   .  หลักความเสรีภาพ
        4.  การเก็บภาษีอากรที่สามารถผลักภาระไปยังผู้บริโภคได้เป็นภาษีประเภทใด
ภาษีทางตรง                            ขภาษีทางอ้อม                        ค. ภาษีมีอัตราก้าวหน้า                      
.   ภาษีมีอัตราคงที่                      .  ภาษีมีอัตราถอยหลัง
       5.  ภาษีมูลค่าเพิ่มมีลักษณะเป็นอย่างไร
เก็บในอัตราคงที่                     ขเก็บในอัตราถอยหลัง           ค. เก็บตามผลผลิตเพิ่ม                      
.   เก็บตามรายได้                        .  เก็บตามเปอร์เซ็นต์
       6.  การเป็นหนี้สาธารณะ รัฐบาลไทยในปัจจุบันได้สร้างหนี้ด้านใดมากที่สุด
กู้เงินจากธนาคารพาณิชย์        ขการค้ำประกันเงินกู้             ค. จัดพิมพ์ธนบัตร                      
.   การออกพันธบัตร                   .  การกู้จากต่างประเทศ
      7.  รัฐบาลจัดสรรงบประมาณแผ่นดินในปีนี้(ปีปัจจุบัน) มีรายจ่ายรองจากด้านการศึกษา คือ 
การสาธารณสุข                       ขการป้องกันประเทศ            ค. การพลังงาน                      
.   ชำระหนี้ต่างประเทศ              .  การพัฒนาสังคม
     

    8.  รายจ่ายของรัฐที่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจมากที่สุด คือด้านใด 
.    ด้านการเกษตร                      ขด้านอุตสาหกรรม                    ค. ด้านคมนาคม                      
.   ด้านพลังงาน                           .  ด้านพัฒนาสังคม
    9.  การจัดทำงบประมาณของรัฐบาล แบบใดที่ส่งผลให้เศรษฐกิจเติมโตเพิ่มขึ้น 
งบประมาณเกินดุล                 ขงบประมาณขาดดุล                  ค. งบประมาณสมดุล                      
.   งบประมาณด้านพลังงาน       .   งบประมาณด้านอุตสาหกรรม
 10.  นโยบายการคลังของรัฐบาลปัจจุบันฯ เน้นทางด้านใดมากที่สุด 
ความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ   ขความมั่นคงทางเศรษฐกิจ       ค. ความยั่งยืนเศรษฐกิจ                      
.   ความมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ         .  ความเติบโตทางเศรษฐกิจ

2.  การประเมินผลแบบอัตนัยในบทที่  7
วัตถุประสงค์       เพื่อประเมินความรู้และความเข้าใจของผู้เรียนเกี่ยวกับเรื่องที่เรียนบทที่ 7
                                โดยให้บรรยายสาระสำคัญด้วยความเข้าใจของผู้เรียนนอก
คำแนะนำ   จงตอบคำถามต่อไปนี้ให้สมบูรณ์ทั้ง 10 โดยใช้เวลา 30 นาที
1.  จงอธิบายถึงความหมายและความสำคัญของการคลังสาธารณะ
2.   จงอธิบายถึงงบประมาณแผ่นดินและมีกระบวนการจัดทำและการนำไปใช้อย่างไร
3.   จงอธิบายถึงมาตรการทางภาษีอากรและวิธีการจัดเก็บมีลักษณะอย่างไร
4.   จงอธิบายถึงรายรับของรัฐมาทางใดบ้างและแต่ทางมีความสำคัญอย่างไร
5.   จงอธิบายถึงวิธีการสร้างหนี้หรือเป็นหนี้สาธารณะ ของรัฐบาลไทยเป็นอย่างไร6.   จง
6.   จงอธิบายถึงสาเหตุที่รัฐบาลต้องค้ำประกันเงินกู้ต่างประเทศ มีลักษณะอย่างไรบ้าง
7.   จงอธิบายถึงเมื่อเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำฯ รัฐบาลควรใช้นโยบายการคลังอย่างไร
8.   จงอธิบายถึงการจัดทำงบประมาณแบบขาดดุลจะส่งผลต่อภาวะเศรษฐกิจอย่างไร
9.   จงอธิบายถึงการจัดทำงบประมาณแบบเกินดุลจะส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจอย่างไร
            10.   จงอธิบายถึงเหตุผลและความจำเป็นที่รัฐบาลต้องจัดทำงบประมาณแผ่นดิน